สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท. )

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท. )  กระทรวงยุติธรรม

              สำนักงาน ป.ป.ท.  เป็นหน่วยงานจัดตั้งขึ้นใหม่ตาม  มาตรา  ๕๑  แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  พ.ศ.  ๒๕๕๑  ที่กำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ท.  เป็นส่วนราชการระดับกรม  สังกัดกระทรวงยุติธรรมและขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

              โดยมี  นายธาริต  เพ็งดิษฐ์  ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.  มีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงาน ป.ป.ท.  ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทั้งนี้ใน                     การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ท.    เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ

วิสัยทัศน์

“เป็นองค์กรหลักของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของรัฐและประชาชน”

พันธกิจ

ตรวจสอบและไต่สวนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐสร้างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนของสังคมไทยในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ                         พัฒนาบุคลากรปรับปรุงโครงสร้างกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม

อำนาจหน้าที่

สำนักงาน ป.ป.ท.  มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดให้พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  พ.ศ.  ๒๕๕๑  และคณะรัฐมนตรียังได้มีมติมอบหมาย                              ให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตด้วย  ดังนี้

(๑)  ประสานงานและให้ความร่วมมือกับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประสานงานและให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  จัดให้มีหรือให้ความร่วมมือกับองค์กรอื่นในการศึกษาอบรมและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตรวมทั้งปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย

(๒)  คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่    พฤษภาคม  ๒๕๕๑  ให้หน่วยงานภาครัฐนำแนวทางและมาตรการตามยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  และภาคีทุกภาคส่วนร่วมจัดทำขึ้น  เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทาง  การประสานความร่วมมือในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแปลงไปสู่การปฏิบัติโดยกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการ    ปี  และแผนปฏิบัติราชการประจำปีมีสำนักงาน ก.พ.  สำนักงาน ก.พ.ร.  และสำนักงาน ป.ป.ท.  เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

              นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังมีมติแต่งตั้งคระกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ  โดยมี  นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ  รัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายการบริหารจัดการที่ดี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงทุกกระทรวง  เลขาธิการ ป.ป.ช.  เลขาธิการ ก.พ.  เลขาธิการ ก.พ.ร.                    และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นกรรมการ  โดยมี  เลขาธิการ ป.ป.ท.  เป็นกรรมการ  และเลขานุการ

บทบาทในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

              สำนักงาน ป.ป.ท.  มีบทบาทเป็นองค์กรหลักของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต                                 โดยเป็นศูนย์กลางทั้งการป้องกันและปราบปรามและการประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ  ของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต                ในฝ่ายบริหารสามารถบูรณาการ  การดำเนินการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้บังเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ยุทธศาสตร์  สำนักงาน ป.ป.ท.

-  การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

-  การสร้างการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐกับทุกภาคส่วน

-  การเสริมสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการองค์กร

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

(คณะกรรมการ ป.ป.ท.)

              พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑  ได้กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.  เป็นองค์กรในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท.  ประกอบไปด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน  กรรมการอื่นอีกไม่เกินห้าคน  ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาและเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.  เป็นกรรมการโดยตำแหน่งและมีเลขาธิการ ป.ป.ท.  เป็นเลขานุการของของคณะกรรมการ ป.ป.ท.

              กรรมการ ป.ป.ท.  ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.  โดยต้องเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์  เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ตุลาการศาลปกครองสูงสุด  ผู้พิพากษาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำหว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอัยการสูงสุด  อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการบริหารในหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดีหรือดำรงตำแหน่งไม่ตำกว่าศาสตราจารย์

              ร้องเรียน  กล่าวหา  หรือแจ้งเบาะแส  ข้อมูลการทุจริตในภาครัฐ  ได้ที่  CALLvCENTER  หมายเลขโทรศัพท์  ๑๑๑๑  หรือไปรษณีย์ตู้  ปณ.  ๓๖๘  ปณจ. หลักสี่  กทม.  ๑๐๒๑๐  และที่สำนักงาน  ป.ป.ท.  อาคารซอฟแวร์ปาร์ค  ถนนแจ้งวัฒนะ  ปากเกร็ด  นนทบุรี

www.pacc.go.th

แผนปฏิบัติงานป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชั่น ภายใต้หน่วยงาน “ ป.ป.ท. ”   

     

      

  หน่วยงานใหม่ที่กำกับดูแลป้องกันและปราบปรามการทุจริต นั่นคือ หน้าที่ของ ป.ป.ท. ถ้าจะขยายความกันให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ก็จะรู้ว่า คณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ (ป.ป.ท.) คือใคร ( ป.ป.ท.) คือคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ซึ่งใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 หน้าที่หลักของ ป.ป.ท. คือตรวจสอบและปราบปรามการทุจริต ตั้งแต่ ระดับ 8 ลงไปจนถึงระดับท้องถิ่น แต่หน่วยงานที่ตรวจสอบตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไปจนถึงนายกรัฐมนตรี คือหน้าที่ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า (ป.ป.ช.)  

     

  ซึ่งวันนี้ ป.ป.ท. มีอัตรากำลังเพียง 265 คน และ 1 เลขาธิการที่กำกับดูแล ป.ป.ท. นั่นก็คือ ธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ แต่กำลังเพียงน้อยนิดนี้ ที่จะต้องสอดส่องดูแลพนักงานของรัฐกว่า 4 ล้านคนทั่วประเทศ ให้ปราศจากการคอร์รัปชั่น

       

  สัมภาษณ์พิเศษจาก “ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ” เลขาธิการคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อดีตอัยการ และรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดี.เอส.ไอ.( D.S.I. )

 

  ป.ป.ท. มีกำลังเพียง 265 คน แต่ต้องกับกำดูแลและตรวจสอบหลาย ๆ องค์กรทั่วประเทศถึง 4 ล้านคน จะเพียงพอหรือไม่ ?

  

  ผมไม่อยากมองว่าเป็นข้อจำกัด หากปริมาณงานมากจนรับไม่ไหวก็คงจะขอ ก.พ. อนุมัติเพิ่มอัตราไว้เพื่อรับมือ แต่ถ้าเราทำงานแบบบูรณาการได้ เราจะบูรณาการกับหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม  

     

  แต่กฎหมายฉบับนี้ได้เปิดความสำคัญคือ การสนธิกำลังหรือการบูรณาการ เช่น สมมุติว่าเกิดเรื่องร้องเรียน หรือจากการตรวจสอบพบการทุจริตที่ในพื้นที่หนึ่ง เราก็จะส่งกำลังไป 1 – 2 คน เพื่อเข้าไปประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ชัดเจน เช่น อัยการ  

     

  จังหวัด ซึ่งคนของ ป.ป.ท. จะรับผิดชอบในการทำสำนวน เป็นเลขานุการ และทำงานภายใต้องคาพยพ กฎหมายให้ทำงานในลักษณะนี้เพื่อให้เกิดบูรณาการ จะเกิดสหวิชาชีพ และวิ่งต้นล้มคดีได้ยาก   

     

  นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดบทบาทของตัวแทนประชาชน เข้ามาร่วมในการไต่สวนป้องกันการทุจริต และมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งการทำงานของ ป.ป.ท. จะคล้ายกับ ป.ป.ช. เพราะต้องการให้ระบบการตรวจสอบ และพิจารณาโทษอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่ง ป.ป.ช. ทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ โดยมีการไต่สวน ส่วน ป.ป.ท. ก็ทำงานในรูปแบบคณะกรรมการรวม 7 คน มีเลขาธิการเป็นเลขานุการ แต่กฎหมาย ป.ป.ท.เปิดกว้างมากกว่า โดยให้ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และตั้งผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษา สนธิกำลังกันได้มากยิ่งขึ้น จุดนี้คือจุดที่เราใช้แก้ปัญหาจุดอ่อนของ ป.ป.ช. ซึ่งในอดีตกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องลงไปไต่สวนเองซึ่งข้อนี้เองที่ทำไม่ไหว แต่กฎหมายฉบับนี้ได้ยึดหยุ่น  

     

  หน่วยงานใดบ้างที่อยู่ภายใต้กฎหมายของ ป.ป.ท. ?  

  องค์กรของภาครัฐ ทั้งข้าราชพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมดกว่า 40 แห่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ข้าราชองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. , อบจ. ที่มี 9,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกร อีกทั้งหน่วยงานพิเศษ เช่น องค์การมหาชน  

     

  ่จำนวนคดีที่ได้รับโอนจาก ป.ป.ช. มีมากเท่าไร ?  

  คดีจะมี 2 ส่วนก็คือ คดีที่โอนมาจาก ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมการที่จะโอนมาจาก ป.ป.ช. คาดว่ามีจะคดีที่โอนมาจำนวนกว่า 4,000 คดี และคดีที่มีอยู่ในมือของ ป.ป.ท. ซึ่งมาจากการร้องเรียนและที่เราลงไปสอบสวนเองอีกประมาณ 1,000 - 2,000 คดีเศษ รวมทั้งหมดแล้วน่าจะประมาณ 5,000 - 6,000 คดี   

     

  ส่วนการจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ที่คนน้อยแต่มีคดีเยอะ และเวลาจำกัด ?  

  เทคนิคก็คือ คดีที่จะขาดอายุความ อันนี้จะต้องมาอันดับแรกเลย ต่อมาก็จะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสังคมหรือประชาชนอย่างมาก เช่น ข้าราชการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เช่น การออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ลักษณะนี้จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในการทำคดี  

     

  ป.ป.ท. กำหนดให้เจ้าหน้ารัฐ ต้องเปิดเผยบัญชีมากน้อยแค่ไหน ?  

  เบื้องต้น ผมจะดูประโยชน์และความเหมาะสมของงานกับการให้คุณและโทษเป็นหลัก ซึ่งข้อนี้คงจะต้องระดมความคิดเห็น ต้องรอบคอบ คนมีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทั้งประชาชน และให้สื่อมาช่วยคิดด้วยเพื่อให้เกิดความคิดที่ดีไว้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป เช่น ตำรวจ เจ้าหน้ากรมสรรพกร ฯลฯ ใครทำหน้าที่อย่างไรควรกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนขึ้น แม้จะเป็นระดับผู้น้อย ก็อาจจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินด้วย และเสนอบอร์ดเพื่อพิจารณาต่อไป  

     

  ป.ป.ท. ไม่ใช่องค์กรอิสระ การเมืองอาจเข้ามาแทรกแซงได้ ?  

  โดยระบบแล้ว ในฐานะที่ผมเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ผมสั่งยุติคดีไม่ได้ เพราะเราต้องทำงานในรูปของคณะกรรมการ เ ราออกแบบไว้เหมือนกับ ป.ป.ช. ซึ่งมีระบบไต่สวน และมีระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกันมาก แต่มีความยึดหยุ่นมากกว่า และในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการด้วยก็มีความคาดหวังสูงมากเพื่อที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลตามกติกาที่ดี ซึ่งมีประชาชนได้มีส่วนร่วม  

     

  องค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ กว่า 9,000 กว่าแห่ง จะดูแลได้ทั่วถึงอย่างไร ?  

  สิ่งแรกที่ผมคิดคือ งานป้องกันจะต้องมาก่อน เราต้องทำความเข้าใจเพื่อช่วยกันปลุกพลังความคิด โดยเฉพาะผู้นำในองค์กรท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ ฝ่ายทางการเมืองก็คือ นายก อบจ., นายก อบต. รวมถึงข้าราชการประจำก็คือ ปลัด อบต. และเทศบาลทั่วประเทศทั้ง 9,000 กว่าแห่ง เพื่อขอความร่วมมือกันและต้องช่วยกันกำกับดูแล และที่สำคัญมากอีกอย่างก็คือ เราต้องอาศัยสื่อสารมวลชนเพื่อช่วยในการเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ว่า “ การปราบปรามการทุจริต คือภารกิจของทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกัน จึงจะสัมฤทธิผลได้ ” แต่วันนี้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานของ ป.ป.ท. เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความร่วมมือของทุกภาคส่วนจึงสำเร็จได้  

     

  ในวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน จะทำภารกิจได้มากน้อยเพียงใด ?  

  โดยครบเทอมแล้วก็ 4 ปี ต่อได้อีกปีต่อปี เต็มที่ก็ 5 – 6 ปี ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ที่ผมคิดไว้ก็คือ ผมจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด