ปัญหาในการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนที่เกี่ยวกับนักการเมืองและนำไปสู่การร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.

ปัญหาการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน

ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและนำไปสู่การร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.

โดย ดร.จรวยพร ธรณินทร์

กรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)

 

 

        ในระบบราชการไทยจะมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสองประเภท ได้แก่

ข้าราชการประจำและข้าราชการฝ่ายการเมือง

        ระบบราชการเป็นกลไกสำคัญของระบบการเมือง  และมีความสำคัญต่อความอยู่รอด หรือเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างมาก    ถ้านโยบายได้ถูกนำไปปฏิบัติจัดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  ประชาชนก็จะพอใจในรัฐบาล

 

บทบาทหน้าที่ของข้าราชการประจำกับนักการเมือง

 

        ข้าราชการประจำ คือบุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามกฎหมายเฉพาะ ให้รับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือน ในกระทรวง ทบวง กรม  ตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้ากลุ่ม ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ  ส่วนข้าราชการการเมือง  ได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับชาติ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี  ไปจนถึงข้าราชการการเมืองท้องถิ่น เช่นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี

 

     บทบาทหน้าที่โดยทั่วไปของข้าราชการประจำ 

        ) เป็นผู้บริการประชาชนโดยมีค่านิยมเกี่ยวกับสาธารณะ มีจิตสาธารณะอุทิศตนโดยทำงานหนัก ซื่อสัตย์ มีความเป็นกลาง จริงใจ ยุติธรรม

        )  มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ และนำนโยบายที่ฝ่ายการเมืองกำหนดไว้ออกไปปฏิบัติจัดทำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

        ) ข้าราชการต้องมีระเบียบวินัย   ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด

 

    บทบาทโดยทั่วไปของฝ่ายการเมือง

        ) กำหนดนโยบายสาธารณะ

        ) สนับสนุนทรัพยากรให้เหมาะสมเพียงพอ

        ) กำกับ ควบคุม ตรวจสอบการดำเนินนโยบาย

 

          อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบคุณลักษณะของข้าราชการประจำกับนักการเมือง จะพบว่ามีความแตกต่างกันในหลายประเด็นตั้งแต่ในเรื่องที่มา ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง) ความมั่นคงของหน้าที หลักความเป็นกลาง  ระดับความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน รวมทั้งเป้าหมายและวิธีการทำงานดังได้สรุปไว้ในตารางที่ ๑

 

   ตารางที่ ๑ คุณลักษณะที่แตกต่างกันข้าราชการประจำกับฝ่ายการเมือง (ที่มา: ภาวิณี ปุณณกันต์. เมื่อข้าราชการต้องทำงานกับนักการเมือง http://www.thaindc.org/)

 

 

ข้าราชการประจำ

ฝ่ายการเมือง

๑) ที่มา

โดยการสอบคัดเลือก เข้ามาโดยระบบคุณธรรม ด้วยระเบียบ กฎเกณฑ์ข้อบังคับ มีการกำหนดคุณสมบัติไว้แน่นอน

โดยการเลือกตั้ง มีความผูกพันกับชาวบ้านโดยผ่านจากการหาเสียง มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในระบบอุปถัมภ์ และระบบคุณธรรม

๒) ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 

ครบตามวาระเกษียณอายุราชการ 60 ปี 65 ปี แต่สามารถลาออกหรือเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ โดยเต็มใจ

3 ปี 4 ปี 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ใน ความเป็นจริงอาจสิ้นสุดเร็วไม่ครบวาระได้ เช่น มีการยุบสภา มีการลาออก ถูกให้ลาออก โดยไม่เต็มใจ 

๓) ความมั่นคงของหน้าที

มีหลักประกันในความมั่นคง

ตำแหน่งขึ้นลงเป็นไปอย่างรวดเร็ว อาจสับเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมือง  “สมบัติผลัด กันชม”

 

๔) หลักความเป็นกลาง

มีหลักประกันในเรื่องความเป็นกลาง เพราะข้าราชการมีความรับผิดชอบ ต่อกฎหมาย ระเบียบ ที่ให้ข้าราชการประพฤติ ปฏิบัติ

ความเป็นกลางหาได้ยาก เพราะมีการเปลี่ยนพรรค เปลี่ยนพวก หรือเปลี่ยนผู้นำ มีความเกื้อกูลผู้มีส่วนผลักดันให้เข้ามาได้รับตำแหน่ง

๕) ความรู้

หลากหลายตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าขึ้นไป จนถึงระดับปริญญาเอก 

หลากหลายตั้งแต่ระดับประถม(นักการเมืองท้องถิ่น) จนถึงระดับปริญญาเอก 

๖) ความชำนาญเฉพาะด้าน

ตรงกับตำแหน่ง แม้จะไม่เชี่ยวชาญโดยตรง ก็จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในสาขานั้น

มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไม่ตรงกับตำแหน่งหน้าที่

เพราะบางครั้ง รมว.สาธารณสุข ไม่จบทางด้านสาธารณสุขโดยตรง

๗) เป้าหมายและวิธีการทำงาน

รับนโยบายจากรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม การบังคับบัญชาเป็นลำดับ ชั้นและปฏิบัติ เป้าหมายการทำงาน เพื่อความอยู่ดี มีสุขของประชาชน

หวังให้ข้าราชการปฏิบัติเพื่อ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ผลงานเพื่อเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 

 

 การใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารราชการและฝ่ายการเมือง

  การใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารราชการประจำ

      ). สนองนโยบายที่ฝ่ายการเมืองมอบหมาย อย่างเหมาะสม คำนึงถึงความถูกต้อง 

      ). ประพฤติปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการในบังคับบัญชา  เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกต้องเหมาะสม คิดถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก คิดถึงประโยชน์ส่วนตนให้น้อยลง

      ).  วางตัวให้เหมาะสม มีสัมมาคารวะ กับฝ่ายการเมือง ไม่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์

ข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ในฐานะที่เป็นจุดเชื่อมของฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำต้องพิจารณาหาความพอดี ในการปฏิบัติงานอย่างมีศักดิ์ศรี  เป็นที่เคารพยกย่อง ยอมรับของข้าราชการ 

       ).  ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม คำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์การ ประชาชน ประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อรักษาเสถียรภาพของตำแหน่งเป็นสำคัญ

   บทบาทและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายการเมืองที่ถูกต้อง

            ) ทำหน้าที่ในการในการกำหนดนโยบาย  โดยให้ทิศทางกว้างๆ ไว้เป็นแนวทางการปฏิบัติ

           ) จัดทรัพยากรสนับสนุนให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้

           ) จัดให้มีการประเมินผลการทำงานเพื่อหาข้อบกพร่อง และนำไปแก้ไข ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายในภาคปฏิบัติ

            ) ใช้อำนาจอย่างมีวุฒิภาวะ มีศีลธรรม เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง  

 

 ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง

               ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมืองหากเป็นไปในทางดี จะทำให้สามารถร่วมมือกันในการปกครองบริหารประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด โดย ฝ่ายการเมือง ต้องปฏิบัติงานให้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณะ โดยการกระทำตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่ใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตน และฝ่ายข้าราชการ  ต้องเป็นทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไป มีค่านิยมเกี่ยวกับสาธารณะโดยทำงานหนัก ซื่อสัตย์ เป็นกลาง ฉลาด จริงใจ ยุติธรรม

              โดยธรรมชาติของการทำงานฝ่ายการเมืองมีอำนาจในการกำกับ ควบคุม และตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารราชการประจำ   มีอำนาจในการ สับเปลี่ยน โยกย้าย กรณีที่มีหน่วยงาน หรือ ข้าราชการใดไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายได้ เพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายต่างๆจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างสัมฤทธิ์ผลฝ่ายการเมือง ทั้งนี้การโยกย้ายสับเปลี่ยนต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยระมัดระวังไม่ให้เกิดการก้าวก่ายในบทบาทและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายการเมืองต่อฝ่ายบริหารได้ แต่การตัดสินใจของฝ่ายการเมืองมักมีปัจจัยอื่นๆ เช่น  ความเป็นพวกพ้อง ญาติพี่น้อง  การสร้างภาพ การหาเสียง การแสวงหาผลประโยชน์ เข้ามาเป็นตัวแทรก  หากไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม จะทำให้มาตรฐานความถูกต้องและความชอบธรรมถูกลบไป

 

ปัญหาของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับฝ่ายการเมือง

     ปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับฝ่ายการเมืองของประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย

      ) การไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจ ถึงความ สัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหาราชการประจำที่ถูกต้อง เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

      ) ฝ่ายการเมืองซึ่งมีอำนาจสูงสุด ไม่มีวุฒิภาวะในการใช้อำนาจ  ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ถูกต้อง  คุณธรรม ศีลธรรม ความชอบธรรม

       ) ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ระบบราชการโดยรวมยังด้อยประสิทธิภาพ เพราะขาดความสมดุลระหว่างบทบาทของฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารราชการประจำเนื่องจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ ได้แก่ ๑)  ภาคการเมืองอ่อนแอ ขาดความต่อเนื่องของรัฐบาล รัฐบาลผสมหลายพรรค ขาดเสถียรภาพ นักการเมืองขาดคุณภาพ  )   ภาคราชการประจำ มีความเข้มแข็ง แต่ขาดความรับผิดชอบในระดับที่ควรจะเป็น จึงสามารถครอบงำฝ่ายการเมืองได้ และ ๓)  การขาดจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบในบทบาทและหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ ข้าราชการการเมือง   ข้าราชการประจำ และประชาชน

       ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบการจัดการประเทศมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เนื่องจากบทบาทของภาคการเมืองและภาคราชการประจำ ที่มีต่อการจัดการประเทศอยู่ในระดับที่ได้สัดส่วนที่สมดุล ผสมผสานสอดคล้องกันอย่างดี ทำให้เกิดการทำงานที่ประสานความร่วมกันอย่างดี การก้าวก่ายในบทบาทอำนาจหน้าที่กันจึงแทบไม่มี  ทั้งสองฝ่ายมีการเคารพในกฎเกณฑ์กติกา และเคารพในบทบาทของแต่ละฝ่ายอย่างเคร่งครัด 

 

 ปัญหาของระบอบการเมืองไทย

           ) ข้าราชการประจำส่วนหนึ่งอยู่ในสภาพที่ไร้อุดมการณ์  คือทำงานเพื่อตนเอง  เพราะอุดมการณ์ของข้าราชการไทยในความเป็นจริงแตกต่างจากอุดมการณ์ในอุคมคติอย่างมาก

           ) คุณภาพของนักการเมืองไทย พบว่านักการเมืองบางส่วนไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน  ขาดความโปร่งใส  ทั้งนี้มาจากนักการเมืองไทยที่เป็นนักธุรกิจการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ไม่ได้ทำตัวให้โปร่งใส สง่างาม เป็นที่น่าไว้วางใจ ว่าจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ซึ่งนักธุรกิจการเมืองมองว่าการทำงานในระบบรัฐสภาเป็นเรื่องไร้สาระ ทำให้ระบบการตรวจสอบ ควมคุมตามหลักการในระบอบประชาธิปไตยหมดความสำคัญไป

           ) ภาคประชาชนอ่อนแอ ขาดการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางในการปกครองบริหารประเทศ  ทำให้นักการเมืองและข้าราชการสามารถใช้อำนาจรัฐในการกำหนดนโยบาย ออกกฎหมายและกระทำการต่างๆได้ ตามความต้องการของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่เห็นถึงความสำคัญของประชาชนอย่างแท้จริง

           ) คุณภาพของพรรคการเมือง และการบริหารจัดการของฝ่ายการเมืองที่ทำให้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ ยังมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุลกับความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ  และการแย่งชิงอำนาจระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง

 

นักการเมืองคุณธรรมในสายตาประชาชน

    1. ผลจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน   ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นต่อนักการเมือง พรรคการเมือง การเมืองไทย และ รัฐบาลที่ดี ในสายตาประชาชน สรุปได้ดังนี้

       1.1 นักการเมืองที่ดี  (ที่มา: ผลการให้คนโหวตเข้ามาในเว็บYahooรู้รอบ http://th.answers.yahoo.com)

       1. มีประวัติการทำงานหรือผลงานที่ผ่านมาดีและเป็นที่ยอมรับ

       2. เข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาแก้ไข โดยเสนอเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

      3. เป็นแบบอย่างของการรู้จักรักษาประโยชน์ของส่วนรวมไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย หากมีการซื้อเสียง แล้วจับได้เสนอแนะให้ลงโทษด้วยการห้ามลงการเมือง 5 ปี

     4. เข้าร่วมประชุมสภา ไม่หลบหนีหายโดยขาดเหตุผลที่ควร  หากขาดเกิน 5 ครั้ง เสนอแนะให้ออกจากตำแหน่งและงดเว้นลงการเมือง 5 ปี

     5. หากทะเลาะกันถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันในสภา เสนอแนะให้ลงโทษโดยการขับออกและห้ามลงการเมืองอีกตลอด 5 ปี รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเมืองใดๆทั้งสิ้นเพื่อป้องกันออกไปก่อกวนชุมนุมเรียกร้องสร้างความวุ่นวายให้สังคม

      6. ผู้แทนราษฎรหรือรัฐมนตรี ที่กล่าวคำหยาบคายในที่ประชุมรัฐสภา เสนอแนะให้ควรได้รับการตักเตือน เพราะรัฐสภาควรเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ์

      7. ต้องมีคุณธรรมขั้นพื้นฐานคือรับผิดชอบ เสียสละ และซื่อสัตย์

      8. เมื่อจับได้ว่ามีการโกงทุจริตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนราษฎรหรือรัฐมนตรี เสนอแนะให้ลงโทษสถานหนัก พร้อมทั้งลงโทษด้วยการปรับตามมูลค่าที่ทุจริตนั้นๆเอาทรัพย์เข้าเป็นสมบัติแผ่นดิน แล้วห้ามกลับมาลงการเมืองอีกตลอดชีวิต ห้ามยุ่งเกี่ยวกิจกรรมการเมืองทุกประเภท

       1.2 พรรคการเมืองที่ดี (ที่มา  ผลการให้คนโหวตเข้ามาในเว็บ Yahoo รู้รอบ http://th.answers.yahoo.com)  

          1. มีนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน และมีแนวทางปฏิบัติให้เป็นจริงได้

          2. ระบบบริหารของพรรคยึดหลักการประชาธิปไตย

          3.  มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

          4. ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

          5. เป็นพรรคที่รวมคนทุกกลุ่มในสังคมเป็นสมาชิกไม่ใช่ยึดติดเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

      1.3  การเมืองที่ดี (ที่มา มติชน. สวนดุสิตโพลล์ ชี้ปัญหาทุจริต-คอรัปชั่น ใช้อำนาจหน้าที่ทางผิด ทำประชาชนรู้สึกแย่ต่อการเมือง วันที่ 24 กรกฎาคม  2554)

       1.  ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีความพึงพอใจและคาดหวังการเมืองพัฒนาได้ดีขึ้น

อันดับ 1 การบริหารประเทศของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด มีผลงานเป็นรูปธรรมชัดเจน

อันดับ 2 สภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น มีสภาพคล่องทางการเงิน /ชีวิตความเป็นอยู่ของ

           ประชาชนดีขึ้น

อันดับ 3 ความสามัคคี ปรองดองของคนในชาติ รวมถึงประชาชนและนักการเมือง

อันดับ 4 การรักษา ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและ

            ประชาชนเป็นที่ตั้ง /ไม่ปกปิดข้อมูลข่าวสาร 

      2.  สิ่งที่ทำให้ ความรู้สึกนึกคิด ทางการเมืองของประชาชนแย่ลง

            อันดับ 1 พฤติกรรมของนักการเมือง /การทุจริต คอรัปชั่น /ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด /เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

            อันดับ 2 การขาดความสามัคคีของคนในชาติ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย/มีการชุมนุมเรียกร้องเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ

            อันดับ 3 สภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่แย่ลง ราคาสินค้าของกินของใช้แพง /ว่างงาน

            อันดับ 4 ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นไปในเชิงลบ 

 

      1.4 รัฐบาลที่ดี  (ที่มามติชน. เอแบคโพลล์ ชี้ประชาชนต้องการรัฐบาลแบบใด วันที่ 24 กรกฎาคม 2554 ).

 

5 อันดับแรกของสิ่งที่ “ไม่ชอบ” ต่อกระแสข่าวช่วงการจัดตั้งรัฐบาลและร่างนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

        อันดับ 1  เป็นข่าวรัฐบาลจะไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ทันที / มีเงื่อนไขในสิ่งที่จะเป็นนโยบายแต่ไม่บอกชาวบ้านช่วงเลือกตั้ง

        อันดับ 2 เป็นข่าวการเอาคนที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี มาเป็นรัฐมนตรี

        อันดับ 3 ข่าวความวุ่นวายแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี

        อันดับ 4  ข่าวนโยบายต่างประเทศที่จะทำให้ประเทศชาติสูญเสียดินแดน

        อันดับ 5 ข่าวนักการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนการเมืองใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย ไม่

                    ทำตามระเบียบกฎเกณฑ์

 5 อันดับแรกของสิ่งที่ “ชอบ” ต่อกระแสข่าว ช่วงการจัดตั้งรัฐบาลและร่างนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

       อันดับ  1 ชอบท่าทีในเชิงสร้างสรรค์ของนายกรัฐมนตรี ต่อปัญหาการเมือง

        อันดับ 2 การร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายรุนแรง

        อันดับ 3  ชอบท่าทีในเชิงสร้างสรรค์ของผู้นำฝ่ายค้านต่อปัญหาการเมือง

        อันดับ 4  ตัวแทนต่างชาติเข้าสนับสนุนนายกรัฐมนตรี

        อันดับ 5  ชอบข่าวการปรับตัว ปรับปรุงการทำงานการเมืองของพรรคการเมือง

พฤติกรรม “ยอดแย่” ของกลุ่มรัฐมนตรี และที่ปรึกษา ผู้ติดตามรัฐมนตรี ที่ไม่ต้องการให้

เลือกมาเป็นรัฐมนตรี

        อันดับ 1  ไม่เอาคนที่ คดโกง เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัวและพวก

                      พ้อง

        อันดับ 2  ไม่เอาคนที่หลอกลวงชาวบ้าน ไม่ทำตามที่หาเสียงไว้

        อันดับ 3  ไม่เอาคนที่ใช้เส้น ขี้เบ่ง กร่าง เจ้ายศ เจ้าอย่าง

        อันดับ 4   ไม่เอาคนที่ข่มขู่ คุกคาม แทรกแซง

        อันดับ 5   ไม่เอาคนที่ชอบกลั่นแกล้ง ล้างแค้น ทีใครทีมัน พวกใครพวกมัน

        อันดับ 6  ไม่เอาคนที่เลือกปฏิบัติมาเป็นรัฐมนตรี

         และอื่นๆ   เช่น เข้าถึงยาก หาตัวไม่เจอ แย่งชิงอำนาจ มีคดีติดตัว และก้าวร้าว

                       เป็นต้น

 

การจัดระบบพิทักษ์คุณธรรมสำหรับข้าราชการพลเรือน

          เดิมเมื่อครั้งใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕  ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลการพิทักษ์ระบบคุณธรรม คือ ก.พ. แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถกระทำได้เต็มที่  เพราะ ก.พ.ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงด้วยตนเอง อีกทั้งยังต้องอาศัยอำนาจของนายกรัฐมนตรี(ซึ่งเป็นอำนาจบริหารฝ่ายการเมือง) ในการกำหนดนโยบายและสั่งการ จนกระทั่งมีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่  จึงได้กำหนดมาตรการพิทักษ์ระบบคุณธรรมให้ชัดเจนขึ้น โดยมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่ง  เรียกว่า “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม” หรือเรียกโดยย่อว่า “ก.พ.ค.”  ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจำนวน ๗ คน โดยได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. ประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหนึ่งคน กรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งได้รับเลือกโดย ก.พ.  และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

          ในส่วนของสถานภาพของ ก.พ.ค. นั้น เป็นองค์กรซึ่งมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะต่อ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น เพื่อให้ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น ดำเนินการจัดให้มีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรมให้แก่ข้าราชการพลเรือน ออกกฎ ก.พ.ค. ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.พ.ค. กำหนด เพื่อเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์หรือเป็นกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ (มาตรา ๓๑ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑)

         ก.พ.ค.ได้เริ่มต้นปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ และเริ่มพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา

ดังนั้นเรื่องอุทธรณ์สำหรับกระบวนการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งเดิมข้าราชการ พลเรือนได้อุทธรณ์ผ่าน ก.พ.แล้วจึงไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง  จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป  โดยให้อุทธรณ์ทั้งกระบวนการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ต่อ ก.พ.ค.  หากไม่เห็นด้วย ต้องไปฟ้องศาลปกครองสูงสุด  

        ในส่วนของเรื่องร้องทุกข์ซึ่งต้นเหตุแห่งทุกข์เป็นปลัดกระทรวง รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดิมต้องร้องทุกข์ต่อ ก.พ.หากไม่เห็นด้วยกับผลพิจารณา จึงไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง  จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.  และในส่วนที่ต้นเหตุแห่งทุกข์เป็นผู้บังคับบัญชา และกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. แต่ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปตามลำดับ โดยให้เป็นไปตามกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๕๑  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๒    และในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับผลวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ให้ฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น

หลักสำคัญของระบบคุณธรรมที่ใช้ในระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ (Merit System)

         ๑. หลักสมรรถนะ  (Competency) คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าคนอื่นๆในองค์กร โดยเป็นผลมาจากความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะของบุคคล

         ๒. ความเสมอภาคทางโอกาส (Equality of  Opportunity) บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้ (ตามมาตรา ๓๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐)

         ๓. ความมั่นคงในอาชึพ (Security of Tenure)  องค์กรพยายามทำให้ทุกคนที่เข้ามาอยู่กับองค์กรแล้วมีความมั่นคงในอาชีพการงาน เช่น มีการจัดทำแผนกำลังคน มีการจัดทำแผนทางก้าวหน้าในอาชีพหรือแผนสืบทอดตำแหน่ง และจ่ายค่าตอบแทนตามค่าของความสามารถหรือผลของงาน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าได้อยู่ในองค์กรที่มีโอกาสใช้ความรู้แสดงความสามารถให้เติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงาน คนก็จะทุ่มเททำงานให้กับองค์กร

         ๔. ความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) ไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเข้าแทรกแซงกิจการงาน หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ๆ เพื่อให้ข้าราชการประจำปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มภาคภูมิ และความสามารถในระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย

         จากหลักการของระบบคุณธรรมข้างต้น  ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ     พลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ จึงได้กำหนดไว้ในมาตรา ๔๒ เพื่อเป็นการประกันในการใช้ระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

 

ปัญหาในการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน

       จากต้นเหตุเรื่องคับข้องใจของข้าราชการพลเรือน พบว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดและจำนวนมากที่สุดมาจากปัญหาในการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการทุกระดับ ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายวิชาการ ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงลงมา โดยมีลักษณะปัญหาดังนี้

-         การแต่งตั้งบุคคลที่คุณสมบัติไม่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง

-         ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้ง

-         ปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง

-         ปัญหาในการขาดกลไกในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง

 

กรณีที่สามารถร้องทุกข์ในเรื่องการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน

1.     เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2.     ออกกฎคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3.     นอกเหนืออำนาจ

4.     ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

 5.  ไม่ทำตามรูปแบบขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

 6. ไม่สุจริต

 7. ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ

 8. ใช้ดุลพินิจมิชอบ

 

หลักกฎหมายและข้อเท็จจริง ก.พ.ค. จะพิจารณาว่าการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสอดคล้องกับระบบคุณธรรมหรือไม่

         ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ได้

กำหนดดังนี้

        (1)  การรับบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ

       (2)  การบริหารทรัพยากรบุคคล ต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กรและลักษณะของงาน โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

      (3)   การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่งและการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการ ต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพและความประพฤติและจะนำความคิดเห็นทางการเมือง หรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้

       (4)  การดำเนินการทางวินัย ต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

       (5)   การบริหารทรัพยากรบุคคล ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง

        นอกจากนี้จะพิจารณาจากกฎ ก.พ. และหลักเกณฑ์ตามหนังสือเวียนของ ก.พ.ที่ได้กำหนดหลักการต่างๆของการย้ายและการเลื่อนเพื่อการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

 

        ตัวอย่างคำวินิจฉัยร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ที่เกี่ยวข้องถึงนักการเมือง

 

๑. ตัวอย่างคำวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. สั่งให้ยกคำร้องทุกข์ (จำนวน ๓ ตัวอย่าง)

 

     กรณีที่ ๑.   ก.พ.ค ยกคำร้องทุกข์อดีตปลัดกระทรวง  เนื่องจากนายกรัฐมนตรีใช้คำสั่งชอบ

 

           อดีตปลัดกระทรวงของกระทรวงหนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งย้ายจากปลัดกระทรวง ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒

           กรณีนี้ ก.พ.ค.ได้ยกคำร้อง โดยมีเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจหน้าที่ ตามมาตรา ๑๑ () แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

          นอกจากนี้จากข้อเท็จจริงไม่อาจชี้ได้ว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม

         คำร้องทุกข์จึงไม่อาจรับฟังได้  หากผู้ร้องทุกข์ไม่เห็นด้วยให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

 

        กรณีที่ ๒   การแต่งตั้งไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองรัฐมนตรีซึ่งไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

            ผู้ร้องทุกข์ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีของส่วนราชการหนึ่ง ได้มีหนังสือลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒  ร้องทุกข์ขอให้ ก.พ.ค. พิจารณา กรณีปลัดกระทรวง   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี  ดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายและให้ผู้ร้องทุกข์ไปรักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง   ทั้งรัฐมนตรีช่วย ยังได้กลั่นแกล้งโดยใช้อำนาจตามมาตรา ๕๗ และมาตรา ๖๘  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ไม่รักษาประโยชน์ส่วนรวม  ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  ไม่เป็นกลางทางการเมือง  ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  จงใจก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนราชการตามระเบียบว่าด้วยวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒  ขัดต่อระบบคุณธรรมตามมาตรา ๔๒ () และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และขอให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐มีนาคม ๒๕๕๒ที่เห็นชอบให้แต่งผู้ร้องทุกข์จากตำแหน่งอธิบดี มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง และขอให้ผู้ร้องทุกข์ได้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีดังเดิม

            ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยคือ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สำนักงานรัฐมนตรี  และสำนักงานปลัดกระทรวง สั่งการให้ส่วนราชการที่จะดำเนินการตามแผนงาน/โครงการที่ได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณ หรือโอนการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานในสังกัด  จะต้องนำเรียนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเพื่อทราบก่อน  เมื่อได้รับทราบแล้ว  ส่วนราชการจึงจะสามารถดำเนินการโอนการจัดสรรงบประมาณต่อไปได้ เป็นการกระทำที่ก้าวก่ายข้าราชการประจำ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๘ มาตรา ๒๖๖ () และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๙  หรือไม่

        ก.พ.ค.พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการสั่งการให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่จะดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการที่ได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณหรือโอนการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานในสังกัด ต้องนำเรียนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทราบก่อน     เป็นการใช้อำนาจทางการบริหารของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสั่งหรือปฎิบัติราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมาย   ตามมาตรา๒๐แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่๕) พ.ศ.๒๕๔๕ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๖ แต่อย่างใด

       ประเด็นที่สองต้องวินิจฉัย  คือการแต่งตั้งให้อธิบดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

       พิเคราะห์แล้วเห็นว่า   ในส่วนของการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงนั้น เป็นการโอนไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารระดับสูงในประเภทและระดับเดียวกัน ในกระทรวงเดียวกัน จึงกระทำได้ตามหนังสือสำนักงานก.พ.ที่นร.๑๐๐๖/ว๔ ลงวันที่๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ส่วนการที่กระทรวงมีคำสั่งที่๙๐/๒๕๕๒ ลงวันที่๑๑ มีนาคม  ๒๕๕๒ ให้ผู้ร้องทุกข์ไปรักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๒ ก็เพื่อให้การปฏิบัติราชการของกระทรวงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเพื่อประโยชน์แก่ราชการ ประกอบกับคู่กรณีในการร้องทุกข์ไม่มีสาเหตุโกรธเคือง หรือมีเหตุความไม่พอใจเป็นการส่วนตัวกับผู้ร้องทุกข์ อันจะกระทำให้การเสนอแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นไปโดยอคติหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์อย่างไม่เป็นธรรม คำร้องทุกข์ไม่อาจรับฟังได้  

     ก.พ.ค. จึงมีมติให้ยกคำร้องทุกข์ 

        ประเด็นที่นาสนใจที่เกี่ยวกับการบริหารบุคคล จากกรณีนี้  มีดังนี้

         ()  การย้ายต้องย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับเดียวกัน  และดุลพินิจในการย้ายต้องมีเหตุผลความจำเป็น  เป็นธรรม และเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ และจะต้องไม่กระทำโดยมีอคติหรือเจตนากลั่นแกล้งให้ข้าราชการผู้ถูกย้ายได้รับความเสียหาย จึงจะถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย

         () ในส่วนของการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา ๒๖๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ที่กำหนดมิให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นหรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องการปฏิบัติราชการในหน้าที่ประจำของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายโอนเลื่อนตำแหน่งและเลื่อนเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น   สำนักงานก.พ.หรือ ก.พ.ร. หรือผู้ตรวจการแผ่นดินอาจจะกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่าการกระทำใดที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายการเมืองฝ่าฝืนหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

กรณีที่ ๓ รองอธิบดีร้องปลัดกระทรวงและรัฐมนตรี แต่งตั้งอธิบดีไม่เป็นธรรม

             รองอธิบดีกรมหนึ่งได้ร้องทุกข์ ต่อ ก.พ.ค. ว่า ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีว่าการ  กระทรวงต้นสังกัดดำเนินการด้วยความไม่โปร่งใส ไม่ชอบด้วยขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและยังเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ในการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ ก.พ.ค. ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง

         เรื่องนี้ปรากฎข้อเท็จริงว่า ปลัดกระทรวงฯ เห็นชอบให้หัวหน้าส่วนราชการที่มีตำแหน่งว่างเสนอชื่อข้าราชการจำนวน  ๑-๒ ชื่อ และแจ้งให้กรมในสังกัดจำนวน 2 กรม เสนอรายชื่อข้าราชการ ๑-๒ ชื่อ หลังจากนั้นกรมของรองอธิบดีผู้ร้องทุกข์ ได้มีบันทึก เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบและความต้องการของตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง)  ตำแหน่งเลขที่ ๑ และเสนอรายชื่อข้าราชการที่มีคุณสมบัติลำดับที่ ๑ ได้แก่ ผู้ร้องทุกข์  และลำดับที่    ได้แก่  นาย ต. รองอธิบดีอีกรายหนึ่ง ส่วนกรมที่สองได้มีบันทึกแจ้งว่าไม่ขอเสนอ  จากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการระดับสูง และนักบริหารระดับสูง ได้พิจารณาเสนอชื่อผู้ที่มีความเหมาะสม  เรียงตามลำดับ ได้แก่ลำดับที่ ๑ ผู้ร้องทุกข์ คะแนนร้อยละ  ๘๙.๒๕   และลำดับที่ ๒ นาย ต. คะแนนร้อยละ ๘๔.๕๐ โดยปลัดกระทรวงฯ ได้เสนอชื่อ นาย ต. ต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด  ซึ่งได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม  โดยให้เหตุผลว่านาย ต.มีความอาวุโสและไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบวินัย  สำนักงานปลัดกระทรวง จึงได้เสนอเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง โดยรัฐมนตรีมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอรายชื่อนาย ต.ต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้อนุมัติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ 

        องค์คณะวินิจฉัยได้มีการไต่สวนเพิ่มเติมจากปลัดกระทรวงที่ได้เกษียณอายุราชการไปหลังจากการเสนอชื่อ  ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ ในฐานะปลัดกระทรวงที่ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓  นอกจากนี้ยังได้ไต่สวนผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการ ก.พ. ในประเด็นการแปลเจตนารมณ์ของมาตรา ๔๒(๓)และ(๕) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ.๒๕๕๑ และ ในประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่  นร ๑๐๐๓/ว ๒๓ ลงวันที่  ๑๘  มิถุนายน  ๒๕๕๓

      ประเด็นแรกที่จะต้องวินิจฉัย  การดำเนินการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

         เรื่องนี้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ปลัดกระทรวง พิจารณารายชื่อที่คณะกรรมการเสนอแล้วเห็นว่า  เรื่องการเสนอชื่อข้าราชการเพื่อเลื่อนขึ้นให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม   เป็นภารกิจที่สมควรจะดำเนินการให้เสร็จสิ้น  ซึ่งเรื่องการแต่งตั้งนักบริหารระดับสูง  ในทางปฏิบัติการดำเนินการในเรื่องนี้ไม่อาจเสร็จสิ้น  หากปลัดกระทรวงนำเสนอชื่อข้าราชการที่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นชอบ  ดังนั้นก่อนที่จะได้มีบันทึกเสนอข้าราชการที่จะได้เลื่อนขึ้นให้ดำรงตำแหน่งระดับอธิบดีต่อไป  ปลัดกระทรวงจึงเป็นฝ่ายไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวง  โดยได้ให้ข้อมูลทั้งของผู้ร้องทุกข์และนาย ต.ด้านต่าง ๆ เช่น ด้านความรู้  ความสามารถ  ประวัติการรับราชการ  ผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่รัฐมนตรีว่าการฯ ว่า ไม่แตกต่างกันมากนัก  ปลัดกระทรวง ฯ จึงได้มีบันทึกสำนักบริหารกลางถึงรัฐมนตรีว่าการฯ เพื่อเสนอชื่อนาย ต. ต่อรัฐมนตรีว่าการฯ  เพื่อดำรงตำแหน่งอธิบดี  โดยให้เหตุผลประกอบการนำเสนอว่า นาย ต.เป็นผู้เหมาะสม เพราะมีความอาวุโสโดยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘  ไม่เคยถูกสอบสวนทางวินัยปรากฏตามบันทึกสำนักบริหารกลาง  ลงวันที่๒๗ กันยายน  ๒๕๕๓ 

            จากข้อเท็จจริงดังกล่าว  จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีว่าการฯ ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซงในการเลื่อนนาย ต. ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี อันเป็นการขัดต่อกฎหมายหรือไม่และปลัดกระทรวงฯ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ ตามมาตรา ๕๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ได้ไปพบรัฐมนตรีว่าการฯ เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยระบบคุณธรรมตามนัยของกฎหมายและได้ใช้ดุลพินิจโดยชอบหรือไม่          

               ก.พ.ค.วินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นประกอบกับตามอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

พ.ศ.๒๕๓๕ การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกับปลัดกระทรวง ถือเป็นเรื่องกระบวนการบริหารงานทางบุคคล ดังนั้น จึงยังฟังไม่ได้ว่า รัฐมนตรีว่าการ ฯ ได้ใช้สถานะหรือตำแหน่งของนักการเมืองในลักษณะมีพฤติการณ์ก้าวก่ายหรือแทรกแซงอันจะขัดกับมาตรา  ๒๖๖(๒) ประกอบมาตรา  ๒๖๘  แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐

               ส่วนประเด็นเรื่องปลัดกระทรวงฯ  ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗  (๒)  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑  ที่ได้ไปพบรัฐมนตรีว่าการฯ ก็ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะชี้ได้ว่า  การกระทำดังกล่าวของปลัดกระทรวงขาดความเป็นกลางทางการเมืองหรือนำเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งข้าราชการในครั้งนี้  ดังนั้นจึงยังฟังไม่ได้ว่าการกระทำของปลัดกระทรวงขัดกับระบบคุณธรรม

             นอกจากนี้ เรื่องนี้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า  ปลัดกระทรวงพิจารณาแล้ว ได้เลือกนายต.โดยให้เหตุผลการเสนอชื่อ ดังนั้น  จึงฟังได้ว่า ปลัดกระทรวงได้ระบุเหตุผลของการตัดสินใจที่จะเลือกเสนอชื่อนาย ต. เพื่อเลื่อนขึ้นให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด  จึงถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด และถือเป็นการใช้ดุลพินิจแล้ว และโดยที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ที่จะแสดงว่า  ปลัดกระทรวงได้ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ  หรือโดยไม่สุจริต  ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่า ปลัดกระทรวง ได้ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบหรือเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด  ฉะนั้น  การดำเนินการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี จึงชอบด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร ๐๗๐๘.๑/ว ๒๒ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐  ประกอบหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร  ๑๐๐๓/ว๒๒ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามหนังสือสำนักงานก.พ.ที่ นร ๑๐๐๘/ว ๑๐ ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑  และเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย 

ประเด็นที่    ร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์ฟังขึ้นหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การแต่งตั้งให้นาย ต.เป็นอธิบดี  ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.กำหนด และเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย  ร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์จึงฟังไม่ขึ้น

           ก.พ.ค.โดยมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์

                  

๒. ตัวอย่างคำวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ฟังขึ้น ก.พ.ค. สั่งให้ยกเลิกคำสั่งที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ (จำนวน ๑ ตัวอย่าง)

 

    กรณีที่ ๔  ก.พ.ค. สั่งคืนตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ 

            นาย ว. ร้องทุกข์ ต่อ ก.พ.ค. กรณีถูกย้ายจาก อธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย  โดยให้ไปรักษาการในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ โดยผู้ร้องทุกข์เห็นว่าเหตุที่ถูกย้ายเนื่องจากปลัดกระทรวงมหาดไทย และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่พึงพอใจ ๔ ประการ คือ

    ๑. โครงการจัดระบบให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ งบประมาณ ๓,๔๙๐ ล้านบาท ที่มีการแก้ไขTOR เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้รับจ้างบางราย ซึ่งผู้ร้องทุกข์ไม่เห็นด้วย

    ๒. ผู้ร้องทุกข์เกี่ยวข้องกรณีการทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

    ๓. กรณีนาย ส. รองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน      (ศอฉ.) สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้อธิบดีกรมการปกครองสนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน ๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. ซึ่งนาย ว.ในฐานะอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้มีอำนาจคือปลัดกระทรวงมหาดไทย 

    ๔. โครงการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์แบบอเนกประสงค์ (Smart Card) งบประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับกระทรวงมหาดไทย แต่มีความพยายามดึงงานกลับมาให้กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อบัตร Smart Card เอง

          ก.พ.ค.พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการย้ายผู้ร้องทุกข์เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม กฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๒ ข้อ ๗ วรรคสอง (๑)  และเป็นการขัดต่อนัยมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑

         ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามข้ออ้างในคำร้องของนาย ว. ว่าเหตุผลที่แท้จริงในการย้ายเป็นเพราะผู้ร้องทุกข์ไม่ยอมดำเนินการตามความต้องการของปลัดกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ในโครงการจัดระบบให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ ที่มีการแก้ไข TOR เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้รับจ้างบางราย ซึ่งผู้ร้องทุกข์ไม่เห็นด้วยและเสนอให้มีการทบทวนตามข้ออ้างข้อ๑ และโครงการจัดทำบัตร Smart Card  ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับกระทรวงมหาดไทย แต่มีความพยายามดึงงานกลับมาให้กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อบัตร Smart Card เอง  เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดหาบัตรเปล่ามาผลิตบัตรประชาชนให้แก่ประชาชนที่มาขอทำบัตรฯได้ทันตามกำหนดเวลา ตามข้ออ้างข้อ ๔  ส่วนข้ออ้างข้อ ๒ และข้อ ๓ ยังไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนให้รับฟังได้ตามคำร้องแต่อย่างใด

        นอกจากนี้ ก.พ.ค. ยังเห็นว่า เดิมก่อนการเสนอให้มีการย้ายผู้ร้องทุกข์ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ นั้น ไม่มีตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยว่างแต่อย่างใด สาเหตุที่ตำแหน่งว่างเนื่องจากมีการเสนอหรือขอให้ นาย พ. ผู้ตรวจราชการ มท. ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นการลดระดับลงมา และในการเสนอครั้งเดียวกันนี้ได้เสนอให้ย้ายนาย ว.จากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย แทนนาย พ. ซึ่งไม่มีเหตุผล

      รวมทั้ง ก.พ.ค. เห็นว่าข้อกล่าวอ้างของปลัดกระทรวงมหาดไทยในการย้ายผู้ร้องทุกข์ ที่ว่า เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนผู้บริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความไม่สงบ มีการชุมนุมทางการเมืองทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ การรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของสถานที่ราชการ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องย้ายนาย ว.นั้นไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้แต่อย่างใด เพราะเมื่อพิจารณาจากการให้เหตุผลของคู่กรณีในการร้องทุกข์สองครั้งที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเปรียบเทียบกับที่ได้แก้คำร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. แล้วเห็นว่า เป็นเหตุผลที่ไม่ตรงกัน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าในขณะนั้นคู่กรณีในการร้องทุกข์ได้มอบหมายภารกิจพิเศษให้แก่นาย ว.ปฏิบัติแล้วปฏิบัติไม่ได้หรือมีความผิดพลาดบกพร่องแต่อย่างใด กลับปรากฏว่านาย ว.ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของกรมการปกครองอย่างเต็มที่แล้วตามที่ผู้ร้องทุกข์กล่าวอ้างและคู่กรณีในการร้องทุกข์มิได้โต้แย้ง จึงไม่มีเหตุผลที่จะย้ายผู้ร้องทุกข์โดยอ้างเหตุสถานการณ์การชุมนุมที่ยังไม่มีความรุนแรงในขณะนั้น ประกอบกับคู่กรณีในการร้องทุกข์มิได้แสดงข้อเท็จจริงหรือให้เหตุผลที่แสดงให้เห็นได้ว่านาย ม.ที่ย้ายมาเป็นอธิบดีแทนนั้น มีความรู้ความสามารถดีกว่าผู้ร้องทุกข์อย่างไร ทั้งในเรื่องที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และในคำแก้คำร้องทุกข์ที่ยื่นต่อ ก.พ.ค. ข้ออ้างในประเด็นนี้ของปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นข้ออ้างที่ไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่สนับสนุนจึงไม่อาจรับฟังได้

        การที่ผู้ร้องทุกข์ดำเนินการในเรื่องการจัดหาคอมพิวเตอร์ฯ และเรื่องบัตรประชาชนนั้น เป็นการทำงานเพื่อประโยชน์ของทางราชการมิใช่เพื่อกลุ่มบุคคลใด เมื่อมีการย้ายด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๔๒ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑

       ก.พ.ค. จึงมีคำวินิจฉัย ดังนี้

         ๑. ยกเลิกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๑๖๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง  สำนักงานปลัดกระทรวง ราย นาย ว. โดยให้มีผลยกเลิกตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ อันเป็นวันออกคำสั่ง

        ๒. ยกเลิกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๑๖๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาราชการแทน เฉพาะรายนาย ม. โดยให้มีผลยกเลิกตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ อันเป็นวันออกคำสั่ง

       ๓. ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนและให้ข้าราชการพลเรือนพ้นจากตำแหน่ง เฉพาะรายที่ ๒) นาย ว. พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมการปกครอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และรายที่ ๓) นาย ม. เฉพาะส่วนที่ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ อันเป็นวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้

       ๔. ยกเลิกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓๐๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญขาดจากอัตราเงินเดือนและได้รับเงินเดือน เฉพาะราย นายว. และราย นาย ม.โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ อันเป็นวันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้

       ทั้งนี้ให้แจ้งและส่งคำวินิจฉัยนี้ให้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้ออกคำสั่งตาม ข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๔ และส่งคำวินิจฉัยนี้ให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนและให้ข้าราชการพลเรือนพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวตาม ข้อ ๓ เพื่อให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี ดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ตามนัย มาตรา ๑๒๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ต่อไป

        และการที่ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งและประกาศดังกล่าวจึงทำให้ผู้ร้องทุกข์ยังคงมีสถานะเป็นอธิบดีกรมการปกครองเช่นเดิม ตั้งแต่วันที่มีผลยกเลิกคำสั่งและประกาศดังกล่าว

         ส่วนนาย ม. นั้น เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและคู่กรณีในการร้องทุกข์เรื่องนี้ที่จะเยียวยาจัดหาตำแหน่งให้ปฏิบัติหน้าที่ให้อย่างเหมาะสมต่อไป

๓. ตัวอย่างคำวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ฟังไม่ขึ้น โดย ก.พ.ค. สั่งให้มีการเยียวยา (จำนวน ๑ ตัวอย่าง)

 

   กรณีที่ ๕   ให้เยียวยาหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีที่รัฐมนตรีสั่งไปช่วยราชการที่อื่น โดยไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ให้หาตำแหน่งใหม่ในโอกาสแรก

        หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง ของกระทรวงหนึ่ง     ร้องทุกข์กรณีไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทน หลังจากรัฐมนตรีสั่งให้ไปช่วยราชการประจำที่สำนักงานปลัดกระทรวง และให้นักวิชาการชำนาญพิเศษในสำนักหนึ่งของกรมหนึ่งไปช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีแทนผู้ร้องทุกข์

         กรณีนี้ ก.พ.ค.วินิจฉัยว่าการดำเนินการเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ คือไม่ได้ปฏิบัติงานก็จ่ายไม่ได้ จึงยกคำร้องทุกข์ โดยมีข้อสังเกตว่าให้หาตำแหน่งในระดับเดียวกันในโอกาสแรกที่มีตำแหน่งว่างลง เพื่อเป็นการเยียวยาความคับข้องใจ

 

๔. ตัวอย่างคำวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ ก.พ.ค. สั่งไม่รับไว้พิจารณา

    กรณีที่ ๖ ร้องทุกข์ต้องยื่นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันรู้หรือควรรู้เหตุคับข้องใจ

            ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะรายหนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. ว่า เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต้นสังกัดได้แต่งตั้งรองอธิบดีคนหนึ่งให้รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาซึ่งเป็นนักวิชาการทรงคุณวุฒิ โดยใช้อำนาจไม่โปรงใส เนื่องจากไม่มีการแจ้งเวียนให้ผู้มีส่วนได้เสียโดยเฉพาะข้าราชการระดับเชี่ยวชาญได้รับทราบ ไม่มีผู้ใดสมัครเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก จึงขอให้ ก.พ.ค. พิจารณาสั่งให้รัฐมนตรีเพิกถอนคำสั่ง โดยผู้ร้องทุกข์ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ขอให้พิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ. และหลังจากนั้นวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ ได้มีหนังสือฉบับที่สองติดตามทวงถามคำตอบจากรัฐมนตรี แล้วจึงยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

           ประเด็นที่ ก.พ.ค. ต้องพิจารณาคือคำร้องทุกข์เรื่องนี้ เป็นคำร้องทุกข์ที่ ก.พ.ค. จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่

          พิเคราะห์แล้วสรุปว่า เหตุคับข้องใจจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดผู้ร้องทุกข์สามารถร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. ตามมาตรา ๑๒๒ และ ๑๒๓ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ แต่ข้อ ๘ ของกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการร้องทุกข์และพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้ต้องร้องทุกข์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบหรือควรทราบเหตุแห่งการร้องทุกข์ ไม่ว่าจะนำเรื่องไปปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ได้ยื่นมาหลังรู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว ๑๐๑ วัน

           นอกจากนี้คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการรักษาการในตำแหน่งเป็นการออกคำสั่งของรัฐมนตรีตามอำนาจในมาตรา ๖๘ แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นมาตรการภายในของฝ่ายปกครอง มิใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่ง พระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙  ดังนั้น จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ห้ามรับไว้พิจารณาตามข้อ ๔๒(๔) และรับไว้พิจารณามิได้ ก.พ.ค.จึงจำหน่ายออกจากสารบบ ตามข้อ ๔๓(๑) ของกฎ ก.พ.ค. ฉบับเดียวกัน

          กรณีนี้มีข้อน่าสนใจที่ขอฝากข้าราชการพลเรือนในการร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.

      ๑. หากต้นเหตุแห่งทุกข์เป็นปลัดกระทรวง รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ต้องยื่นเรื่องร้องทุกข์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันรู้หรือควรรู้เหตุแห่งทุกข์ ไม่ว่าจะได้นำเรื่องไปหารือหรือขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งหรือไม่ก็ตาม

     ๒. การแต่งตั้งรักษาราชการแทนในตำแหน่งต่างๆ นั้น ถือเป็นมาตรการภายในของฝ่ายปกครอง มิใช่คำสั่งทางปกครอง จะร้องขอให้เพิกถอนไม่ได้ เนื่องจากมีกฎหมายให้อำนาจผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งได้เพื่อความต่อเนื่องของการบริหารงาน