ReadyPlanet.com
dot dot
bullet33คำถามคำตอบเกี่ยวกับก.พ.ค.
bulletผังขั้นตอนการอุทธรณ์ต่อกพค ขั้นที่1ถึง3
bulletผังขั้นตอนการอุทธรณ์ต่อกพคขั้นตอนที่ 4 การทำคำวินิจฉัย
bulletแบบยื่นอุทธรณ์ ต่อกพค
bulletผังแสดงขั้นตอนการร้องทุกข์ต่อกพค
bulletแบบฟอร์มที่ใช้ร้องทุกข์ต่อกพค
bulletเว็บกฏหมายและพิทักษ์ระบบคุณธรรม
bulletเว็บดี300 เว็บทั้งไทยและต่างประเทศ
bulletเว็บส่วนราชการ
bulletคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.)
bulletรวมเว็บลิงค์หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ
bulletสำนักงาน ก.พ.
bulletศาลปกครอง
bulletสำนักงานศาลยุติธรรม
bulletสำนักงานอัยการสูงสุด
bulletปปช
bulletปปท
bulletคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
bulletกรมสอบสวนคดีพิเศษ
bulletสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
bulletราชกิจจานุเบกษา
bulletศาลฏีกา
bulletผู้ตรวจการแผ่นดิน
bulletศาลรัฐธรรมนูญ
bulletwww.moe.go.thกระทรวงศึกษาธิการ
bulletคณะกรรมการข้าราชการข้าราชการตำรวจ (กตร.)
bulletคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.)
bulletคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม(ก.ศ.)
bulletคณะกรรมการข้าราชการอัยการ(ก.อ.)
bulletคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)
bulletคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(กพอ.)
bulletคณะกรรมการส่วนท้องถิ่น ( ก.ถ.) ก.อบจ.ก.อบต. ก.เทศบาล
bulletคณะกรรมการข้าราชการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (กคศ).
bulletกลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สธ
bulletกพของเสหราชอาณาจักร
bulletคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมสหรัฐ
bulletคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของรัฐโอกลาโฮมา
bulletคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของออสเตรเลีย
bulletคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของครูรัฐวิคทอเรีย ออสเตรเลีย




บทบาทอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) article

บทบาทอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)

(มาตรา ๓๑ ของพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2551)

 

        1.  เสนอแนะต่อ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น   เพื่อให้ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น   ดำเนินการจัดให้มี   หรือปรับปรุงนโยบาย การบริหารทรัพยากรบุคคล

ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์คุณธรรม

        2.  พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 114    ของพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2551

        3.   พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามมาตรา 123   ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

        4.  พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรม   ตามมาตรา 126 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

        5.  ออกกฎ ก.พ.ค. ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อปฎิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551    

        6.   แต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.พ.ค.กำหนด เพื่อเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือเป็นกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

 

ระบบคุณธรรม

 

มาตรา ๔๒  การจัดระเบียบขาราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ ใหคํานึงถึงระบบคุณธรรมดังตอไปนี้

                (๑) การรับบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการและแตงตั้งใหดํารงตําแหนง ตองคํานึงถึงความรูความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเปนธรรม และประโยชน ของทางราชการ

                (๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ตองคํานึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ขององคกรและลักษณะของงาน โดยไมเลือกปฏิบัติอยางไมเปนธรรม

              (๓) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตําแหนง และการใหประโยชนอื่น

แกขาราชการตองเปนไปอยางเปนธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติ และจะนําความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได

                (๔) การดําเนินการทางวินัย ตองเปนไปดวยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

             (๕) การบริหารทรัพยากรบุคคลตองมีความเปนกลางทางการเมือง

 

 

                                                                          -2-

การปฎิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.ค.

 

       1. เสนอแนะต่อ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น   เพื่อให้ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น   ดำเนินการจัดให้มี หรือปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล  ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์คุณธรรม

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง คือเสนอแนะต่อ ก.พ. ซึ่งก.พ.มีหน้าที่ตามมาตรา 8

มาตรา ๘  ก.พ. มีอํานาจหนาที่ดังตอไปนี้

(๑) เสนอแนะและใหคําปรึกษาแกครม.นโยบายยุทธศาสตร การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

ดานมาตรฐานคาตอบแทน การบริหารและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การวางแผนกําลังคน

(๒) รายงานครมเพื่อปรับปรุงเงินเดือน เงินประจําตําแหนง เงินเพิ่มคาครองชีพ สวัสดิการ

(๓) กําหนดหลักเกณฑ วิธีการ และมาตรฐานการบริหารและพัฒนาทรัพยากร บุคคล

(๔) ใหความเห็นชอบกรอบอัตรากําลังของสวนราชการ

(๕) ออกกฎ ก.พ. และระเบียบเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคล

(๖) ตีความและวินิจฉัยปญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใชบังคับพระราชบัญญัตินี้

(๗) กํากับ ดูแล ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการบริหารทรัพยากรบุคคล

(๘) กําหนดนโยบายและออกระเบียบเกี่ยวกับทุนเลาเรียนหลวงและทุนของ รัฐบาล

(๙) ออกขอบังคับระเบียบการจัดการการศึกษาและควบคุมดูแลทุนเลาเรียนหลวง

(๑๐) รับรองคุณวุฒิของผูไดรับปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิ

(๑๑) กําหนดอัตราคาธรรมเนียมในการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากร บุคคล

(๑๒) พิจารณาจัดระบบทะเบียนประวัติและแกไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับ วัน เดือน ปเกิด

(๑๓) ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัตินี้

 

2.       พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 114

                     ของ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มาตรา ๑๑๔,๑๑๐,๕๗, มาตรา ๓๖,มาตรา ๙๓,มาตรา ๙๗

 

มาตรา ๑๑๔  ผูใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งใหออกจาก ราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผูนั้นมีสิทธิอุทธรณตอ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแตวันทราบหรือถือวาทราบคําสั่ง การอุทธรณและการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามที่ กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

                                                                       -3-

มาตรา ๑๑๐  ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ มีอํานาจสั่งให ขาราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทนตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญ

ขาราชการไดในกรณีดังตอไปนี้

(๑) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดเจ็บปวยไมอาจปฏิบัติหนาที่ราชการ ของตนไดโดยสม่ำเสมอ

(๓) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๓๖ ก. (๑) หรือ (๓) หรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๓๖ ข. (๑) (๓) (๖) หรือ (๗) (๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหนวยงานหรือตําแหนงที่ขาราชการพลเรือน สามัญปฏิบัติหนาที่หรือดํารงอยู สําหรับผูที่ออกจากราชการในกรณีนี้ใหไดรับเงินชดเชย ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกําหนดดวย

(๕) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดไมสามารถปฏิบัติราชการใหมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลในระดับอันเปนที่พอใจของทางราชการ

(๖) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติ หนาที่ราชการ บกพรองในหนาที่ราชการ หรือประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนงหนาที่ราชการ ถาใหผูนั้นรับราชการ

ตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ

(๗) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดมีกรณีถูกสอบสวนวากระทําผิดวินัยอยาง รายแรงตามมาตรา ๙๓ และผลการสอบสวนไมไดความแนชัดพอที่จะฟงลงโทษตามมาตรา ๙๗ วรรคหนึ่ง แตมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ถาใหรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ

(๘) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดตองรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุด ใหจําคุกในความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือตองรับโทษจําคุกโดยคําสั่งของศาล  ซึ่งยังไมถึงกับจะตองถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก  การสั่งใหออกจากราชการตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. ทั้งนี้  ใหนํามาตรา ๙๗ วรรคสอง มาใชบังคับกับการสั่งใหออกจากราชการตามกรณี (๓) เฉพาะมาตรา ๓๖ ก. (๓) กรณี (๖) และกรณี (๗) โดยอนุโลม เมื่อผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ สั่งใหขาราชการพลเรือน สามัญผูใดออกจากราชการตามมาตรานี้แลว ใหรายงาน อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แลวแตกรณี และใหนํามาตรา ๑๐๓ มาใชบังคับโดยอนุโลม

 

                มาตรา ๕๗  การบรรจุบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการพลเรือนสามัญ และการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๖ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๖ ใหผูมีอํานาจดังตอไปนี้ เปนผูสั่งบรรจุและแตงตั้ง

                (๑) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูงตําแหนง หัวหนาสวนราชการระดับกระทรวง หัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชา หรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี แลวแตกรณี ใหรัฐมนตรีเจาสังกัดนําเสนอ

                                                                    -4-

คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแลว ใหรัฐมนตรีเจาสังกัดเปนผูสั่งบรรจุ และใหนายกรัฐมนตรีนําความ กราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้ง

                (๒) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูงตําแหนง รองหัวหนา

สวนราชการระดับกระทรวง หัวหนาสวนราชการระดับกรม รองหัวหนาสวนราชการ ระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี หรือตอรัฐมนตรี

 แลวแตกรณี หรือตําแหนงอื่นที่ ก.พ. กําหนดเปนตําแหนงประเภทบริหาร ระดับสูง ใหปลัดกระทรวงผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชา หรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี แลวแตกรณี เสนอรัฐมนตรีเจาสังกัดเพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ เมื่อไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแลว ใหปลัดกระทรวงผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาสวนราชการระดับกรมดังกลาว               เปนผูสั่งบรรจุ และใหนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้ง

                (๓) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับตน ใหปลัดกระทรวง

ผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชา หรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี แลวแตกรณี เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง

                (๔) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทอํานวยการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ชํานาญการ ชํานาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ และประเภททั่วไปในสํานักงานรัฐมนตรี ใหรัฐมนตรีเจาสังกัดเปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง

                (๕) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทอํานวยการระดับสูง ใหปลัดกระทรวง

ผูบังคับบัญชา หรือหัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชา หรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี แลวแตกรณี เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง

                (๖) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทอํานวยการระดับตน ใหอธิบดี ผูบังคับบัญชา เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้งเมื่อไดรับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง สวนการบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทอํานวยการระดับตนในสวนราชการระดับกรม ที่หัวหนาสวนราชการอยูในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี หรือตอ

รัฐมนตรี แลวแตกรณี ใหอธิบดีผูบังคับบัญชา เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง

            (๗) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิใหรัฐมนตรีเจาสังกัดนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแลว ใหรัฐมนตรีเจาสังกัดเปนผูสั่งบรรจุ และใหนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้ง

                (๘) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ให้ปลัดกระทรวง หรือหัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติ

                                                                          -5-

ราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี แลวแตกรณี เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง      

             (๙) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทวิชาการระดับชํานาญการ พิเศษ และ

ตําแหนงประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ ใหอธิบดีผูบังคับบัญชา เปนผูมีอํานาจสั่ง บรรจุและ

แตงตั้งเมื่อไดรับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง สวนการบรรจุและแตงตั้งใหดํารง ตําแหนง

ประเภทวิชาการระดับชํานาญการพิเศษ และตําแหนงประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ ในสวนราชการระดับกรมที่หัวหนาสวนราชการอยูในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติ ราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี แลวแตกรณี ใหอธิบดีผูบังคับบัญชา เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง

                (๑๐) การบรรจุและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ชํานาญการ ตําแหนงประเภททั่วไประดับปฏิบัติงาน ชํานาญงาน และอาวุโส ใหอธิบดีผูบังคับบัญชา หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากอธิบดีผูบังคับบัญชา เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุ และแตงตั้ง

                (๑๑) การบรรจุและแตงตั้งตามมาตรา ๕๓ และการยายตามมาตรา ๖๓ ใหดํารง

ตําแหนงตาม (๙) ซึ่งไมใชตําแหนงประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ และตําแหนงตาม (๑๐) ในราชการบริหารสวนภูมิภาค ใหผูวาราชการจังหวัดผูบังคับบัญชา เปนผูมีอํานาจ สั่งบรรจุและแตงตั้งในการเสนอเพื่อแตงตั้งขาราชการพลเรือนสามัญใหดํารงตําแหนง ใหรายงาน ความสมควร พรอมทั้งเหตุผล ตามหลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ. กําหนดไปดวย

 

มาตรา ๓๖  ผูที่จะเขารับราชการเปนขาราชการพลเรือนตองมีคุณสมบัติทั่วไป และไมมีลักษณะ

ตองหามดังตอไปนี้

ก. คุณสมบัติทั่วไป

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไมต่ำกวาสิบแปดป

(๓) เปนผูเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขดวยความบริสุทธิ์ใจ

ข. ลักษณะตองหาม

(๑) เปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง

(๒)  เปนคนไรความสามารถ คนเสมือนไรความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟนเฟอน ไมสมประกอบ หรือเปนโรคตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

(๓) เปนผูอยูในระหวางถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอน ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น

(๔) เปนผูบกพรองในศีลธรรมอันดีจนเปนที่รังเกียจของสังคม

                                                                                -6-

(๕) เปนกรรมการหรือผูดํารงตําแหนงที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจาหนาที่ในพรรคการเมือง

(๖) เปนบุคคลลมละลาย

(๗) เปนผูเคยตองรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกเพราะกระทํา ความผิดทางอาญา

เวนแตเปนโทษสําหรับความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๘) เปนผูเคยถูกลงโทษใหออก ปลดออก หรือไลออกจากรัฐวิสาหกิจหรือหนวยงานอื่นของรัฐ

(๙) เปนผูเคยถูกลงโทษใหออก หรือปลดออก เพราะกระทําผิดวินัย ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น

(๑๐) เปนผูเคยถูกลงโทษไลออก เพราะกระทําผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น

(๑๑) เปนผูเคยกระทําการทุจริตในการสอบเขารับราชการ หรือเขาปฏิบัติงาน ในหนวยงานของรัฐ

    ผูที่จะเขารับราชการเปนขาราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะตองหามตาม ข. (๔) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) หรือ (๑๑) ก.พ. อาจพิจารณายกเวนใหเขารับราชการได แตถาเปนกรณีมีลักษณะ

ตองหามตาม (๘) หรือ (๙) ผูนั้นตองออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปแลว และในกรณีมีลักษณะตองหามตาม (๑๐) ผูนั้นตองออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปแลว และตองมิใชเปนกรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะทุจริตตอหนาที่ มติของ ก.พ. ในการยกเวนดังกลาวตองไดคะแนนเสียงไมนอยกวาสี่ในหาของจํานวนกรรมการที่มาประชุม การลงมติใหกระทําโดยลับ

                การขอยกเวนตามวรรคสอง ใหเปนไปตามระเบียบที่ ก.พ. กําหนด ในกรณีตามวรรคสอง ก.พ. จะยกเวนใหเปนการเฉพาะราย หรือจะประกาศยกเวนใหเปนการทั่วไปก็ได

 

มาตรา ๙๓  ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๙๑ ปรากฏวา กรณีมีมูลอันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในการสอบสวนตองแจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐาน ใหผูถูกกลาวหาทราบ

 พรอมทั้งรับฟงคําชี้แจงของผูถูกกลาวหา เมื่อคณะกรรมการสอบสวน ดําเนินการเสร็จ ใหรายงานผลการสอบสวนและความเห็นตอผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุ      ตามมาตรา ๕๗

                ถาผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เห็นวาผูถูกกลาวหาไมได กระทําผิดตามขอกลาวหา ใหสั่งยุติเรื่อง แตถาเห็นวาผูถูกกลาวหาไดกระทําผิดตามขอกลาวหา    ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๖ หรือมาตรา ๙๗ แลวแตกรณี

 

            มาตรา ๙๗  ภายใตบังคับวรรคสอง ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดกระทําผิดวินัย อยาง

รายแรง ใหลงโทษปลดออกหรือไลออกตามความรายแรงแหงกรณี ถามีเหตุอันควร ลดหยอนจะ                                                                                                                                                            

                                                                 -7-

นํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได แตหามมิใหลดโทษลงต่ำกวาปลดออก ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนหรือผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง หรือผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๔ เห็นวาขาราชการพลเรือนสามัญผูใด กระทําผิดวินัยอยางรายแรง ให

ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ สงเรื่องใหอ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กรม หรือ อ.ก.พ. กระทรวง ซึ่งผูถูกกลาวหาสังกัดอยู แลวแตกรณีพิจารณา   เมื่อ อ.ก.พ. ดังกลาวมีมติ

เปนประการใด ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุ ตามมาตรา ๕๗ สั่งหรือปฏิบัติใหเปนไปตามนั้น   ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนด ในกฎ ก.พ.

                ในกรณีที่ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ไมใชอํานาจ ตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๔ หรือมาตรานี้ ใหผูบังคับบัญชาตามมาตรา ๕๗ ระดับเหนือขึ้นไปมีอํานาจดําเนินการตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๔ หรือมาตรานี้ได ผูใดถูกลงโทษปลดออก ใหมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญเสมือนวาผูนั้นลาออกจากราชการ

 

3.       พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามมาตรา 123

ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551

 

มาตรา ๑๒๓  การรองทุกขที่เหตุเกิดจากผูบังคับบัญชา ใหรองทุกขตอผูบังคับบัญชา ชั้นเหนือขึ้นไป ตามลําดับ การรองทุกขที่เหตุเกิดจากหัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชา หรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี

เจาสังกัด หรือนายกรัฐมนตรี ใหรองทุกขตอ ก.พ.ค.

                เมื่อ ก.พ.ค. ไดพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกขประการใดแลว ใหหัวหนาสวน ราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี หรือตอรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเจาสังกัด หรือนายกรัฐมนตรี แลวแตกรณี ดําเนินการ ใหเปนไปตามคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

                การรองทุกขและการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกขตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

 

4.  พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรม   ตามมาตรา 126 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551

 

มาตรา ๑๒๖  ในกรณีที่ ก.พ.ค. เห็นวากฎ ระเบียบ หรือคําสั่งใดที่ออก ตามพระราชบัญญัตินี้และ

มุงหมายใหใชบังคับเปนการทั่วไป ไมสอดคลองกับระบบคุณธรรม ตามมาตรา ๔๒ ให ก.พ.ค.

                                                                                -8-

แจงใหหนวยงานหรือผูออกกฎ ระเบียบ หรือคําสั่งดังกลาว ทราบ เพื่อดําเนินการแกไข หรือยกเลิกตามควรแกกรณี

 

ตัวกฎหมายใช้เป็นหลักการทำงานของก.พ.ค.

ลักษณะ 2

คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม

มาตรา ๒๔  ใหมีคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมคณะหนึ่ง เรียกโดยยอวา “ก.พ.ค.”

ประกอบดวยกรรมการจํานวนเจ็ดคนซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้งตามมาตรา๒๖

กรรมการ ก.พ.ค. ตองทํางานเต็มเวลา ใหเลขาธิการ ก.พ. เปนเลขานุการของ ก.พ.ค.

 

มาตรา ๒๕  ผูจะไดรับการแตงตั้งเปนกรรมการ ก.พ.ค. ตองมีคุณสมบัติดังตอไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไมต่ำกวาสี่สิบหาป

(๓) มีคุณสมบัติอื่นอยางหนึ่งอยางใด ดังตอไปนี้

                 (ก) เปนหรือเคยเปนกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการขาราชการ พลเรือน คณะกรรมการขาราชการครู คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการ

ขาราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือคณะกรรมการขาราชการตํารวจ

               (ข) เปนหรือเคยเปนกรรมการกฤษฎีกา

                 (ค) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหนงไมต่ำกวาผูพิพากษา ศาลอุทธรณหรือเทียบ

เทา หรือตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองชั้นตน

       (ง) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหนงไมต่ำกวาอัยการพิเศษประจําเขต หรือเทียบเทา

                (จ) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง หรือเทียบ

เทาตามที่ ก.พ. กําหนด

                (ฉ) เปนหรือเคยเปนผูสอนวิชาในสาขานิติศาสตร รัฐศาสตร รัฐประศาสนศาสตร เศรษฐศาสตร สังคมศาสตร หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินในสถาบันอุดมศึกษา

และดํารงตําแหนงหรือเคยดํารงตําแหนงไมต่ำกวารองศาสตราจารย แตในกรณีที่ดํารงตําแหนง

รองศาสตราจารยตองดํารงตําแหนงหรือเคยดํารงตําแหนงมาแลวไมนอยกวาหาป

 

                มาตรา ๒๖  ใหมีคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. ประกอบดวยประธาน ศาลปกครองสูงสุด เปนประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ไดรับมอบหมายจากประธานศาลฎีกา

                                                                                 -9-

หนึ่งคน กรรมการ ก.พ. ผูทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งไดรับเลือกโดย ก.พ. เปนกรรมการ   และให เลขาธิการ ก.พ. เปนกรรมการและเลขานุการ

ใหคณะกรรมการคัดเลือกมีหนาที่คัดเลือกบุคคลผูมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๕ จํานวนเจ็ดคน

        ใหผูไดรับคัดเลือกตามวรรคสองประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธาน

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการก.พ.ค.ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคัดเลือกกำหนด

 

มาตรา ๒๗  กรรมการ ก.พ.ค. ตองไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้

                (๑) เปนขาราชการ

                (๒) เปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐหรือบุคคลใด

             (๓) เปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง กรรมการหรือผูดํารงตําแหนงที่รับผิดชอบ

ในการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองหรือเจาหนาที่ในพรรคการเมือง

                (๔) เปนกรรมการในรัฐวิสาหกิจ

                (๕) เปนกรรมการในองคกรกลางบริหารงานบุคคลในหนวยงานของรัฐ

             (๖) ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอยางอื่นหรือดํารงตําแหนงหรือประกอบการใดๆ หรือ

เปนกรรมการในหนวยงานของรัฐหรือเอกชน อันขัดตอการปฏิบัติหนาที่ตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา

 

                มาตรา ๒๘  ผูไดรับคัดเลือกเปนกรรมการ ก.พ.ค. ผูใดมีลักษณะตองหาม ตามมาตรา ๒๗ ผูนั้นตองลาออกจากการเปนบุคคลซึ่งมีลักษณะตองหามหรือแสดงหลักฐาน ใหเปนที่เชื่อได

วาตนไดเลิกการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือการประกอบการอันมีลักษณะ ตองหามดังกลาว

ตอเลขานุการ ก.พ.ค. ภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับคัดเลือก ในกรณีที่ผูไดรับคัดเลือกเปน

กรรมการ ก.พ.ค. มิไดลาออกหรือเลิกการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือการประกอบการดัง

กลาวภายในเวลาที่กําหนดตามวรรคหนึ่ง ใหถือวาผูนั้นมิเคยไดรับคัดเลือกเปนกรรมการ ก.พ.ค. และใหดําเนินการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. ขึ้นใหม

 

                มาตรา ๒๙  กรรมการ ก.พ.ค. มีวาระการดํารงตําแหนงหกปนับแตวันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว

                ใหกรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพนจากตําแหนงตามวาระ อยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ ตอไปจนกวาจะไดทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้งกรรมการ ก.พ.ค. ใหม

 

                มาตรา ๓๐  นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ กรรมการ ก.พ.ค. พนจาก

                                                                          -10-

ตําแหนงเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) มีอายุครบเจ็ดสิบปบริบูรณ

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๕ หรือมาตรา ๒๗

(๕) ตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก แมจะมีการรอการลงโทษ เวนแต่เปนการรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(๖) ไมสามารถปฏิบัติงานไดเต็มเวลาอยางสม่ำเสมอตามระเบียบของ ก.พ.ค. เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหกรรมการ ก.พ.ค. เทาที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไปได และใหถือวา ก.พ.ค.

ประกอบดวยกรรมการ ก.พ.ค. เทาที่เหลืออยู เวนแตมีกรรมการ ก.พ.ค.เหลืออยูไมถึงหาคน

                เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่งหรือกรณีที่กรรมการ ก.พ.ค. พนจากตําแหนงตามวาระ ใหคณะกรรมการคัดเลือกดําเนินการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. แทนกรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพนจาก

ตําแหนงโดยเร็ว

 

มาตรา ๓๑  ก.พ.ค. มีอํานาจหนาที่ดังตอไปนี้

                (๑) เสนอแนะตอ ก.พ. หรือองคกรกลางบริหารงานบุคคลอื่น เพื่อให ก.พ. หรือองคกรกลางบริหารงานบุคคลอื่น ดําเนินการจัดใหมีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหาร ทรัพยากรบุคคลในสวนที่เกี่ยวกับการพิทักษระบบคุณธรรม

                (๒) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณตามมาตรา ๑๑๔

              (๓) พิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกขตามมาตรา ๑๒๓

               (๔) พิจารณาเรื่องการคุมครองระบบคุณธรรมตามมาตรา ๑๒๖

               (๕) ออกกฎ ก.พ.ค. ระเบียบ หลักเกณฑ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎ ก.พ.ค. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับได

                (๖) แตงตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามที่ ก.พ.ค. กําหนด เพื่อเปน

กรรมการวินิจฉัยอุทธรณหรือเปนกรรมการวินิจฉัยรองทุกข

 

มาตรา ๓๒  ใหกรรมการ ก.พ.ค. กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ และกรรมการ วินิจฉัยรองทุกขไดรับเงินประจําตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นตามที่กําหนด ในพระราชกฤษฎีกาและใหมีสิทธิไดรับคาใชจายในการเดินทางตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยคาใชจายในการเดินทางไปราชการ

เชนเดียวกับผูดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง

 

                                                                          -11-

มาตรา ๓๓  การประชุมของคณะกรรมการ ก.พ.ค. กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ และกรรมการวินิจฉัย

รองทุกข ใหเปนไปตามระเบียบที่ ก.พ.ค. กําหนด

 

หมวด ๗  การดําเนินการทางวินัย

                มาตรา ๙๐  เมื่อมีการกลาวหาหรือมีกรณีเปนที่สงสัยวาขาราชการพลเรือนสามัญ ผูใดกระทําผิดวินัย ใหผูบังคับบัญชามีหนาที่ตองรายงานใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุ

ตามมาตรา ๕๗ ทราบโดยเร็ว และใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ดําเนินการ ตามพระราชบัญญัตินี้โดยเร็วดวยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

                ผูบังคับบัญชาหรือผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ผูใดละเลย ไมปฏิบัติหนาที่ตามวรรคหนึ่ง หรือปฏิบัติหนาที่โดยไมสุจริตใหถือวาผูนั้นกระทําผิดวินัย

                อํานาจหนาที่ของผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ตามหมวดนี้ ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ จะมอบหมายใหผูบังคับบัญชาระดับต่ำลงไป

                ปฏิบัติแทนตามหลักเกณฑที่ ก.พ. กําหนดก็ได

 

                มาตรา ๙๑  เมื่อไดรับรายงานตามมาตรา ๙๐ หรือความดังกลาวปรากฏ ตอผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุ ตามมาตรา ๕๗ รีบดําเนินการหรือสั่งใหดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องตนวากรณีมีมูล ที่ควรกลาวหาวาผูนั้นกระทําผิดวินัยหรือไม ถาเห็นวากรณีไมมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิดวินัยก็ใหยุติเรื่องได

                ในกรณีที่เห็นวามีมูลที่ควรกลาวหาวาขาราชการพลเรือนสามัญผูใดกระทําผิด วินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องตนอยูแลว ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓          แลวแตกรณี

 

                มาตรา ๙๒  ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๙๑ ปรากฏวา กรณีมีมูล ถาความผิดนั้นมิใชเปนความผิดวินัยอยางรายแรง และไดแจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานใหผูถูกกลาวหาทราบ พรอมทั้งรับฟงคําชี้แจงของผูถูกกลาวหาแลว ผูบังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เห็นวาผูถูกกลาวหาไดกระทําผิดตามขอกลาวหา ใหผูบังคับบัญชา สั่งลงโทษตามควรแกกรณีโดยไมตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได

                ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถาผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เห็นวาผูถูก

กลาวหาไมไดกระทําผิดตามขอกลาวหา ใหผูบังคับบัญชาดังกลาวสั่งยุติเรื่อง

 

                มาตรา ๙๓  ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๙๑ ปรากฏวา กรณีมีมูลอันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ แตงตั้ง

                                                                  -12-

คณะกรรมการสอบสวน ในการสอบสวนตองแจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐาน ใหผูถูก

กลาวหาทราบ พรอมทั้งรับฟงคําชี้แจงของผูถูกกลาวหา เมื่อคณะกรรมการสอบสวน ดําเนินการเสร็จ ใหรายงานผลการสอบสวนและความเห็นตอผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗

                ถาผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เห็นวาผูถูกกลาวหาไมได กระทําผิดตามขอกลาวหา ใหสั่งยุติเรื่อง แตถาเห็นวาผูถูกกลาวหาไดกระทําผิดตามขอกลาวหา    ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๖ หรือมาตรา ๙๗ แลวแตกรณี

 

                มาตรา ๙๔  การแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนสําหรับกรณีที่ขาราชการพลเรือน สามัญ

ตําแหนงตางกัน หรือตางกรมหรือตางกระทรวงกันถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยรวมกัน    ใหดําเนินการดังตอไปนี้

                (๑) สําหรับขาราชการพลเรือนสามัญในกรมเดียวกัน ที่อธิบดีหรือปลัดกระทรวง ถูก

กลาวหาวากระทําผิดวินัยรวมกับผูอยูใตบังคับบัญชา ใหปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรีวาการกระทรวง แลวแตกรณี เปนผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน

                (๒) สําหรับขาราชการพลเรือนสามัญตางกรมในกระทรวงเดียวกันถูกกลาวหาวา กระทําผิดวินัยรวมกัน ใหปลัดกระทรวงเปนผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน เวนแตเปนกรณีที่ ปลัดกระทรวงถูกกลาวหารวมดวย ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงเปนผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน

                (๓) สําหรับขาราชการพลเรือนสามัญตางกระทรวงกันถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัย รวมกัน ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ รวมกันแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน เวนแตเปนกรณีที่มีผูถูกกลาวหาดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูงรวมดวย ใหนายกรัฐมนตรีเปนผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน

         (๔)  สําหรับกรณีอื่น ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

 

                มาตรา ๙๕  หลักเกณฑ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัย ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. ในกรณีที่เปนความผิดที่ปรากฏชัดแจงตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. จะดําเนินการ ทางวินัยโดยไมตองสอบสวนก็ได

 

                มาตรา ๙๖  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรง ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ สั่งลงโทษภาคทัณฑ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือนตามควรแกกรณีใหเหมาะสมกับความผิด

                                                                            -13-

ในกรณีมีเหตุอันควรลดหยอน จะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได แตสําหรับการ                                                                      ลงโทษภาคทัณฑใหใชเฉพาะกรณีกระทําผิดวินัยเล็กนอย

                ในกรณีกระทําผิดวินัยเล็กนอยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษใหโดยให ทําทัณฑบนเปนหนังสือหรือวากลาวตักเตือนก็ได

                การลงโทษตามมาตรานี้ ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ จะมีอํานาจสั่งลงโทษผูอยูใตบังคับบัญชาในสถานโทษและอัตราโทษใดไดเพียงใด ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

 

                มาตรา ๙๗  ภายใตบังคับวรรคสอง ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดกระทําผิดวินัย อยาง

รายแรง ใหลงโทษปลดออกหรือไลออกตามความรายแรงแหงกรณี ถามีเหตุอันควร ลดหยอนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได แตหามมิใหลดโทษลงต่ำกวาปลดออก ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนหรือผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง หรือผูมีอํานาจตามมาตรา ๙๔ เห็นวาขาราชการพลเรือนสามัญผูใด กระทําผิดวินัยอยางรายแรง ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ สงเรื่องให อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กรม หรือ อ.ก.พ. กระทรวง ซึ่งผูถูกกลาวหาสังกัดอยู แลวแตกรณีพิจารณา  เมื่อ อ.ก.พ. ดังกลาวมีมติเปนประการใด ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุ ตามมาตรา ๕๗ สั่งหรือปฏิบัติใหเปนไปตามนั้น   ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนด ในกฎ ก.พ.

                ในกรณีที่ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ไมใชอํานาจ ตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๔ หรือมาตรานี้ ใหผูบังคับบัญชาตามมาตรา ๕๗ ระดับเหนือขึ้นไปมีอํานาจดําเนินการตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๔ หรือมาตรานี้ได ผูใดถูกลงโทษปลดออก ใหมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญเสมือนวาผูนั้นลาออกจากราชการ

 

                มาตรา ๙๘  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดใหขอมูลตอผูบังคับบัญชา หรือใหถอยคําในฐานะพยานตอผูมีหนาที่สืบสวนสอบสวนหรือตรวจสอบตามกฎหมาย หรือระเบียบของทางราชการ อันเปนประโยชนและเปนผลดียิ่งตอทางราชการ ผูบังคับบัญชา อาจพิจารณาใหบําเหน็จความชอบเปนกรณีพิเศษได

                ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดอยูในฐานะที่อาจจะถูกกลาวหาวารวมกระทําผิด วินัยกับ

ขาราชการอื่น ใหขอมูลตอผูบังคับบัญชา หรือใหถอยคําตอบุคคลหรือคณะบุคคลตามความในวรรคหนึ่งเกี่ยวกับการกระทําผิดวินัยที่ไดกระทํามา จนเปนเหตุใหมีการสอบสวน พิจารณาทางวินัยแกผูเปนตนเหตุแหงการกระทําผิด ผูบังคับบัญชาอาจใชดุลพินิจกันผูนั้น ไวเปนพยานหรือพิจารณาลดโทษทางวินัยตามควรแกกรณีได

                                                                         -14-

ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดใหขอมูลหรือใหถอยคําในฐานะพยานตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสองอันเปนเท็จใหถือวาผูนั้นกระทําผิดวินัย

                หลักเกณฑและวิธีการการใหบําเหน็จความชอบ การกันเปนพยาน การลดโทษ และการใหความคุมครองพยาน ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

                กฎ ก.พ. วาดวยการคุมครองพยานตามวรรคสี่ จะกําหนดหลักเกณฑและวิธีการ ที่สํานักงาน ก.พ. หรือผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ จะดําเนินการยาย โอน หรือดําเนินการอื่นใดโดยไมตองไดรับความยินยอมหรือเห็นชอบจากผูบังคับบัญชาของขาราชการ ผูนั้น และไมตองปฏิบัติตามขั้นตอนหรือกระบวนการตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัตินี้ก็ได

 

                มาตรา ๙๙  ใหกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง เปนเจาพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญาและใหมีอํานาจเชนเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย

                วิธีพิจารณาความอาญาเพียงเทาที่เกี่ยวกับอํานาจและหนาที่ของกรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะ ใหมีอํานาจดังตอไปนี้ดวยคือ

            (๑) เรียกใหกระทรวง กรม สวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หนวยงานอื่นของรัฐ หรือหางหุนสวนบริษัท ชี้แจงขอเท็จจริง สงเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวของ สงผูแทนหรือบุคคล ในสังกัดมาชี้แจงหรือใหถอยคําเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

                (๒) เรียกผูถูกกลาวหาหรือบุคคลใดๆ มาชี้แจงหรือใหถอยคํา หรือใหสงเอกสาร และหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

 

                มาตรา ๑๐๐  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดมีกรณีถูกกลาวหาเปนหนังสือวา กระทําหรือละเวนกระทําการใดที่เปนความผิดวินัยอยางรายแรง ถาเปนการกลาวหา ตอผูบังคับบัญชาของผูนั้น หรือตอผูมีหนาที่สืบสวนสอบสวนหรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือ ระเบียบของทางราชการ หรือเปนการกลาวหาโดยผูบังคับบัญชาของผูนั้น หรือมีกรณีถูกฟอง คดีอาญาหรือตองหาวากระทําความผิดอาญา อันมิใชเปนความผิดที่ไดกระทําโดยประมาท ที่ไมเกี่ยวกับราชการหรือความผิด

ลหุโทษ แมภายหลังผูนั้นจะออกจากราชการไปแลวโดยมิใชเพราะเหตุตาย ผูมีอํานาจดําเนินการทางวินัยมีอํานาจดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณา และดําเนินการทางวินัยตามที่บัญญัติไวในหมวดนี้ตอไปไดเสมือนวาผูนั้นยังมิไดออกจากราชการ แตทั้งนี้ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ตองดําเนินการสอบสวนตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง ภายในหนึ่งรอยแปดสิบวันนับแตวันที่ผูนั้นพนจากราชการ

                ในกรณีตามวรรคหนึ่งถาผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏวาผูนั้นกระทําผิดวินัย อยางไม

รายแรงก็ใหงดโทษ

                                                                          -15-

                มาตรา ๑๐๑  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดมีกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัย อยาง

รายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟองคดีอาญา หรือตองหาวากระทําความผิด อาญา

 เวนแตเปนความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจ สั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ มีอํานาจสั่งพักราชการหรือสั่งใหออกจากราชการไวกอน  เพื่อรอฟงผลการสอบสวนหรือพิจารณา หรือผลแหงคดีได

                ถาภายหลังปรากฏผลการสอบสวนหรือพิจารณาวาผูนั้นมิไดกระทําผิด หรือกระทําผิดไมถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก และไมมีกรณีที่จะตองออกจากราชการ ดวยเหตุอื่น ก็ใหผูมีอํานาจดังกลาวสั่งใหผูนั้นกลับเขาปฏิบัติราชการหรือกลับเขารับราชการในตําแหนงตามเดิมหรือตําแหนงอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกันหรือในตําแหนง ประเภทและระดับที่ ก.พ. กําหนด   ทั้งนี้ ผูนั้นตองมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับ ตําแหนงนั้น

                เมื่อไดมีการสั่งใหขาราชการพลเรือนสามัญผูใดพักราชการหรือออกจากราชการ ไวกอน

แลว ภายหลังปรากฏวาผูนั้นมีกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรงในกรณีอื่นอีกผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ มีอํานาจดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณา และแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๙๓ ตลอดจนดําเนินการทางวินัยตามที่บัญญัติไวในหมวดนี้

ตอไปได

                ในกรณีที่สั่งใหผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอนกลับเขารับราชการ หรือสั่งให ผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอนออกจากราชการดวยเหตุอื่นที่มิใชเปนการลงโทษเพราะกระทํา ผิดวินัย

อยางรายแรง ก็ใหผูนั้นมีสถานภาพเปนขาราชการพลเรือนสามัญตลอดระยะเวลาระหวางที่ถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอนเสมือนวาผูนั้นเปนผูถูกสั่งพักราชการ

                เงินเดือน เงินอื่นที่จายเปนรายเดือน และเงินชวยเหลืออยางอื่น และการจายเงิน ดังกลาวของผูถูกสั่งพักราชการ และผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอน ใหเปนไปตามกฎหมายหรือระเบียบวาดวยการนั้น

                การสั่งพักราชการใหสั่งพักตลอดเวลาที่สอบสวนหรือพิจารณา เวนแตผูถูกสั่ง พักราชการ

ผูใดไดรองทุกขตามมาตรา ๑๒๒ และผูมีอํานาจพิจารณาคํารองทุกขเห็นวาสมควรสั่งให ผูนั้นกลับ

เขาปฏิบัติหนาที่ราชการกอนการสอบสวนหรือพิจารณาเสร็จสิ้น เนื่องจากพฤติการณ ของผูถูกสั่งพักราชการไมเปนอุปสรรคตอการสอบสวนหรือพิจารณา และไมกอใหเกิดความไม สงบเรียบรอย

ตอไป หรือเนื่องจากการดําเนินการทางวินัยไดลวงพนหนึ่งปนับแตวันพักราชการแลว ยังไม

แลวเสร็จและผูถูกสั่งพักราชการไมมีพฤติกรรมดังกลาว ใหผูมีอํานาจสั่งพักราชการสั่งให ผูนั้นกลับ

เขาปฏิบัติหนาที่ราชการกอนการสอบสวนหรือพิจารณาเสร็จสิ้น ใหนําความในวรรคหกมาใชบังคับกับกรณีถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอนดวย หลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ การสั่งใหออกจากราชการไวกอน ระยะเวลาใหพักราชการและใหออกจากราชการไวกอน

                                                                         -16-

การใหกลับเขาปฏิบัติราชการ           หรือกลับเขารับราชการและการดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามผลการสอบสวนหรือพิจารณา ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

                มาตรา ๑๐๒  การลงโทษขาราชการพลเรือนสามัญในสวนราชการที่มีกฎหมาย วาดวยวินัยขาราชการโดยเฉพาะ ในกรณีเปนความผิดวินัยอยางไมรายแรงตามพระราชบัญญัตินี้ จะลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑหรือลงโทษตามกฎหมายวาดวยวินัยขาราชการนั้นอยางใดอยางหนึ่งตามควรแกกรณีและพฤติการณก็ได แตถาเปนกรณีกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ตามพระราชบัญญัตินี้ ไมวาจะไดลงทัณฑหรือลงโทษตามกฎหมายดังกลาวแลวหรือไม ใหผูบังคับบัญชาพิจารณาดําเนินการตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้

 

                มาตรา ๑๐๓  เมื่อผูบังคับบัญชาไดสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑ ตามกฎหมายวาดวยวินัยขาราชการโดยเฉพาะ หรือสั่งยุติเรื่อง หรืองดโทษแลว ใหรายงาน อ.ก.พ. กระทรวง ซึ่งผูถูกดําเนินการทางวินัยสังกัดอยูเพื่อพิจารณา เวนแตเปนกรณีดําเนินการทางวินัย กับ

ขาราชการตางกระทรวงกัน หรือกรณีดําเนินการทางวินัยตามมติ อ.ก.พ. กระทรวง ตามมาตรา ๙๗ วรรคสอง ใหรายงาน ก.พ.  ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ ก.พ. กําหนด

                ในกรณีที่ อ.ก.พ. กระทรวงหรือ ก.พ. เห็นวาการดําเนินการทางวินัยเปนการ ไมถูกตองหรือไมเหมาะสม หากมีมติเปนประการใด ใหผูบังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติใหเปนไป ตามที่ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. มีมติ

                ในกรณีตามวรรคสองและในการดําเนินการตามมาตรา ๑๐๔ ให ก.พ. มีอํานาจ สอบสวนใหมหรือสอบสวนเพิ่มเติมไดตามหลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ. กําหนดตามมาตรา ๙๕

 

                มาตรา ๑๐๔  ในการดําเนินการของ อ.ก.พ. กระทรวงตามมาตรา ๙๗ วรรคสอง หรือมาตรา ๑๐๓ วรรคสอง หากผูแทน ก.พ. ซึ่งเปนกรรมการใน อ.ก.พ. กระทรวงดังกลาว        เห็นวาการดําเนินการของผูบังคับบัญชาหรือมติ อ.ก.พ. กระทรวง เปนการไมปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือปฏิบัติไมเหมาะสม ใหรายงาน ก.พ. เพื่อพิจารณาดําเนินการตามควร แกกรณีตอไป และเมื่อ ก.พ. มีมติเปนประการใด ใหผูบังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติใหเปนไป ตามที่ ก.พ. มีมติ   ทั้งนี้ เวนแตผูถูกลงโทษไดอุทธรณคําสั่งลงโทษของผูบังคับบัญชาตอ ก.พ.ค. ในกรณีเชนนี้ให ก.พ. แจงมติตอ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ

 

                มาตรา ๑๐๕  เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ใหผูสั่งมีคําสั่ง ใหม และในคําสั่งดังกลาวใหสั่งยกเลิกคําสั่งลงโทษเดิม พรอมทั้งระบุวิธีการดําเนินการเกี่ยวกับโทษที่ไดรับไปแลว ทั้งนี้ตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

                                                                                   -17-    

มาตรา ๑๐๖  ขาราชการพลเรือนสามัญซึ่งโอนมาตามมาตรา ๖๔ ผูใดมีกรณี กระทําผิดวินัยอยูกอนวันโอนมาบรรจุ ใหผูบังคับบัญชาของขาราชการพลเรือนสามัญผูนั้น ดําเนินการทางวินัยตามหมวดนี้โดยอนุโลม แตถาเปนเรื่องที่อยูในระหวางการสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนของผูบังคับบัญชาเดิมกอนวันโอนก็ใหสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนตอไปจนเสร็จ แลวสงเรื่องให้

ผูบังคับบัญชาของขาราชการพลเรือนสามัญผูนั้นพิจารณาดําเนินการตอไป ตามหมวดนี้โดยอนุโลม แตทั้งนี้ในการสั่งลงโทษทางวินัยใหพิจารณาตามความผิดและลงโทษ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นหรือกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการที่โอนมานั้น แลวแตกรณี

 

หมวด ๘ การออกจากราชการ

 

                มาตรา ๑๐๗  ขาราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อ

              (๑) ตาย

                (๒) พนจากราชการตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการ

             (๓) ลาออกจากราชการและไดรับอนุญาตใหลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๑๐๙

                (๔) ถูกสั่งใหออกตามมาตรา ๕๙ มาตรา ๖๗ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๑๐ หรือมาตรา ๑๑๑ หรือ

            (๕) ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไลออก

      วันออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ใหเปนไปตามระเบียบที่ ก.พ. กําหนด

 

                มาตรา ๑๐๘  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดเมื่ออายุครบหกสิบปบริบูรณในสิ้น ปงบประมาณ และทางราชการมีความจําเปนที่จะใหรับราชการตอไปเพื่อปฏิบัติหนาที่ในทางวิชาการหรือหนาที่ที่ตองใชความสามารถเฉพาะตัว ในตําแหนงตามมาตรา ๔๖ (๓) (ง) หรือ (จ) หรือ (๔) (ค) หรือ (ง) จะใหรับราชการตอไปอีกไมเกินสิบปก็ไดตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

 

                มาตรา ๑๐๙  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดประสงคจะลาออกจากราชการ ใหยื่นหนังสือขอลาออกตอผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งโดยยื่นลวงหนากอนวันขอลาออกไมนอยกวาสามสิบวัน เพื่อใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เปนผูพิจารณากอนวันขอลาออก

                ในกรณีที่ผูประสงคจะลาออกยื่นหนังสือขอลาออกลวงหนานอยกวาสามสิบวัน และผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เห็นวามีเหตุผลและความจําเปน จะอนุญาต

                                                              

                                                                              -18-

ใหลาออกตามวันที่ขอลาออกก็ได

                ในกรณีที่ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ เห็นวาจําเปน เพื่อประโยชนแกราชการ จะยับยั้งการลาออกไวเปนเวลาไมเกินเกาสิบวันนับแตวันขอลาออกก็ได ในกรณีเชนนั้น

ถาผูขอลาออกมิไดถอนใบลาออกกอนครบกําหนดระยะเวลาการยับยั้ง ใหถือวาการลาออกนั้นมีผลเมื่อครบกําหนดเวลาตามที่ไดยับยั้งไว

                ในกรณีที่ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ มิไดยับยั้ง ตามวรรคสาม ใหการลาออกนั้นมีผลตั้งแตวันขอลาออก

                ในกรณีที่ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดประสงคจะลาออกจากราชการเพื่อดํารง

ตําแหนงในองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตําแหนงทางการเมือง หรือตําแหนงอื่นที่ ก.พ. กําหนด หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น ใหยื่นหนังสือขอลาออกตอผูบังคับบัญชาตามวรรคหนึ่ง และใหการลาออกมีผลนับตั้งแตวันที่ ผูนั้นขอลาออก

                หลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการลาออก การพิจารณาอนุญาตใหลาออก และการยับยั้งการลาออกจากราชการ ใหเปนไปตามระเบียบที่ ก.พ. กําหนด

 

                มาตรา ๑๑๐  ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ มีอํานาจสั่งให ขาราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทนตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการไดในกรณีดังตอไปนี้

                (๑) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดเจ็บปวยไมอาจปฏิบัติหนาที่ราชการ ของตนไดโดยสม่ำเสมอ

             (๒) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดสมัครไปปฏิบัติงานใดๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ

        (๓) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๓๖ ก. (๑) หรือ (๓) หรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๓๖ ข. (๑) (๓) (๖) หรือ (๗)

       (๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหนวยงานหรือตําแหนงที่ขาราชการพลเรือนสามัญปฏิบัติ

หนาที่หรือดํารงอยู สําหรับผูที่ออกจากราชการในกรณีนี้ใหไดรับเงินชดเชยตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกําหนดดวย

                (๕) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดไมสามารถปฏิบัติราชการใหมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลในระดับอันเปนที่พอใจของทางราชการ

       (๖) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดหยอนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติ หนาที่ราชการ

 บกพรองในหนาที่ราชการ หรือประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนงหนาที่ราชการ ถาใหผูนั้นรับ

                                                                         -19-

ราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ

     (๗) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดมีกรณีถูกสอบสวนวากระทําผิดวินัยอยาง รายแรงตามมาตรา ๙๓ และผลการสอบสวนไมไดความแนชัดพอที่จะฟงลงโทษตามมาตรา ๙๗ วรรคหนึ่ง แตมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ถาใหรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ

                (๘) เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดตองรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุด ใหจําคุกในความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือตองรับโทษจําคุกโดยคําสั่งของศาล  ซึ่งยังไมถึงกับจะตองถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก

                การสั่งใหออกจากราชการตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. ทั้งนี้  ใหนํามาตรา ๙๗ วรรคสอง มาใชบังคับกับการสั่งใหออกจากราชการตามกรณี (๓)เฉพาะมาตรา ๓๖ ก. (๓) กรณี (๖) และกรณี (๗) โดยอนุโลม   เมื่อผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ สั่งใหขาราชการพลเรือน สามัญผูใดออกจากราชการตามมาตรานี้แลว ใหรายงาน อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แลวแตกรณี และใหนํามาตรา ๑๐๓ มาใชบังคับโดยอนุโลม

 

                มาตรา ๑๑๑  เมื่อขาราชการพลเรือนสามัญผูใดไปรับราชการทหารตามกฎหมาย วาดวยการรับราชการทหาร ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ สั่งใหผูนั้น ออกจากราชการ

 

                ผูใดถูกสั่งใหออกจากราชการตามวรรคหนึ่ง และตอมาปรากฏวาผูนั้นมีกรณี ที่จะตองถูกสั่งใหออกจากราชการตามมาตราอื่นอยูกอนไปรับราชการทหาร ก็ใหผูบังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ มีอํานาจเปลี่ยนแปลงคําสั่งใหออกตามวรรคหนึ่ง เปนใหออกจากราชการตามมาตราอื่นนั้นได

 

                มาตรา ๑๑๒  ในกรณีที่ผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ไมใชอํานาจตามมาตรา ๑๑๐ โดยไมมีเหตุอันสมควร ใหผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา๕๗ ระดับเหนือขึ้นไปมีอํานาจดําเนินการตามมาตรา ๑๑๐ ได

 

                มาตรา ๑๑๓  การออกจากราชการของขาราชการพลเรือนสามัญผูดํารงตําแหนง ที่ทรง

พระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้ง ใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ         ใหพนจาก

ตําแหนงนับแตวันออกจากราชการ เวนแตออกจากราชการเพราะความตาย ใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ

 

 

-20-

หมวด ๙ การอุทธรณ

 

                มาตรา ๑๑๔  ผูใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งใหออกจาก ราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผูนั้นมีสิทธิอุทธรณตอ ก.พ.ค.ภายในสามสิบวันนับแตวันทราบหรือถือวาทราบคําสั่ง

                การอุทธรณและการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามที่ กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

                มาตรา ๑๑๕  ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ ก.พ.ค. จะพิจารณาวินิจฉัยเอง หรือจะตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ เพื่อทําหนาที่เปนผูพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณก็ได ทั้งนี้  ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

                มาตรา ๑๑๖  เมื่อ ก.พ.ค. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณแลว ใหผูบังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ ดําเนินการใหเปนไปตามคําวินิจฉัยนั้นภายในสามสิบวัน นับแตวันที่ ก.พ.ค. มีคําวินิจฉัย

                ในกรณีที่ผูอุทธรณไมเห็นดวยกับคําวินิจฉัยอุทธรณของ ก.พ.ค. ใหฟองคดี ตอศาล

ปกครองสูงสุดภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ทราบหรือถือวาทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ผูบังคับบัญชา ผูใดไมปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ใหถือวาเปนการจงใจละเวนการ ปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกบุคคลอื่น

                มาตรา ๑๑๗  ในการปฏิบัติหนาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ใหกรรมการ ก.พ.ค. และกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ เปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และใหมีอํานาจดังตอไปนี้

                (๑) สั่งใหผูบังคับบัญชาซึ่งสั่งลงโทษหรือสั่งใหออกจากราชการอันเปนเหตุใหมี การ

อุทธรณสงสํานวนการสอบสวนและการลงโทษให ก.พ.ค. ภายในเวลาที่กําหนด

                (๒) สั่งใหกระทรวง กรม สวนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหนวยงานอื่นของรัฐ รวมตลอดทั้งองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เกี่ยวของสอบสวนใหมหรือสอบสวนเพิ่มเติมหรือสงตัว            ขาราชการหรือเจาหนาที่ในสังกัดมาใหถอยคํา ในการนี้จะกําหนดระยะเวลาในการสอบสวนใหม หรือสอบสวนเพิ่มเติมไวดวยก็ได

                (๓) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของกระทรวง กรม สวนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหนวยงานอื่นของรัฐ หรือองคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือบุคคลใดที่เกี่ยวของ มาใหถอยคําหรือใหสงเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของ

                (๔)   เขาไปในอาคาร หรือสถานที่ใด ๆ ที่เกี่ยวของกับการปฏิบัติหนาที่ ของ ก.พ.ค.   ทั้งนี้ ในระหวางพระอาทิตยขึ้นถึงพระอาทิตยตก หรือในเวลาทําการของสถานที่นั้น

                                                                        

                                                                      -21-

                          (๕) สอบสวนใหมหรือสอบสวนเพิ่มเติม

 

                มาตรา ๑๑๘  การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณตามมาตรา ๑๑๔ ใหดําเนินการ ใหแลวเสร็จภายในหนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวันที่ไดรับอุทธรณ เวนแตมีเหตุขัดของที่ทําให การพิจารณาไม

แลวเสร็จภายในระยะเวลาดังกลาว ก็ใหขยายระยะเวลาไดอีกซึ่งไมเกินสองครั้งโดยแตละครั้ง

จะตองไมเกินหกสิบวัน และใหบันทึกเหตุขัดของใหปรากฏไวดวย

 

                มาตรา ๑๑๙  ขาราชการพลเรือนสามัญซึ่งโอนมาตามมาตรา ๖๔ ผูใดถูกสั่ง ลงโทษทางวินัยอยูกอนวันโอนมาบรรจุ และผูนั้นมีสิทธิอุทธรณไดตามกฎหมายวาดวยระเบียบ บริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นหรือกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการที่โอนมา แตยังไมไดใชสิทธิ อุทธรณตามกฎหมายดังกลาว ก็ใหผูนั้นมีสิทธิอุทธรณตามมาตรา ๑๑๔ ได แตถาผูนั้นไดใชสิทธิ อุทธรณตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นหรือกฎหมายวาดวยระเบียบ ขาราชการที่โอนมาไวแลว และในวันที่ผูนั้นไดโอนมาบรรจุเปนขาราชการพลเรือนสามัญ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณยังไมแลวเสร็จ ก็ใหสงเรื่องให ก.พ.ค. เปนผูพิจารณาอุทธรณ

 

                มาตรา ๑๒๐  ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณให ก.พ.ค. มีอํานาจไมรับอุทธรณ ยกอุทธรณ หรือมีคําวินิจฉัยใหแกไขหรือยกเลิกคําสั่งลงโทษ และใหเยียวยาความเสียหายใหผูอุทธรณ หรือใหดําเนินการอื่นใดเพื่อประโยชนแหงความยุติธรรม ตามระเบียบที่ ก.พ.ค.กําหนด

                การวินิจฉัยใหแกไขหรือใหดําเนินการอื่นตามวรรคหนึ่ง ก.พ.ค. จะใหเพิ่มโทษ ไมได

เวนแตเปนกรณีไดรับแจงจาก ก.พ. ตามมาตรา ๑๐๔ วาสมควรเพิ่มโทษ ในกรณีเชนนั้น ก.พ.ค. มีอํานาจวินิจฉัยใหเพิ่มโทษได

 

                มาตรา ๑๒๑  เมื่อมีกรณีดังตอไปนี้ กรรมการวินิจฉัยอุทธรณอาจถูกคัดคานได

           (๑) รูเห็นเหตุการณในการกระทําผิดวินัยที่ผูอุทธรณถูกลงโทษหรือการถูกสั่งให้ออกจากราชการ

                (๒) มีสวนไดเสียในการกระทําผิดวินัยที่ผูอุทธรณถูกลงโทษหรือการถูกสั่งให ออกจากราชการ

                (๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผูอุทธรณ

             (๔) เปนผูกลาวหา หรือเปนหรือเคยเปนผูบังคับบัญชาผูสั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ

           (๕) เปนผูมีสวนเกี่ยวของกับการดําเนินการทางวินัยหรือการสั่งใหออกจาก ราชการที่ผู

                                                                       -22-

อุทธรณถูกลงโทษหรือถูกสั่งใหออกจากราชการ

           (๖) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑) (๒)(๓) หรือ (๔) อันอาจกอใหเกิดความไมเปนธรรมแกผูอุทธรณ

                กรรมการวินิจฉัยอุทธรณซึ่งมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหแจงตอประธาน ก.พ.ค. และถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ

การยื่นคําคัดคาน และการพิจารณาคําคัดคาน ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

 

หมวด ๑๐ การรองทุกข

 

                มาตรา ๑๒๒  ขาราชการพลเรือนสามัญผูใดมีความคับของใจอันเกิดจาก การปฏิบัติหรือไมปฏิบัติตอตนของผูบังคับบัญชา และเปนกรณีที่ไมอาจอุทธรณตามหมวด ๙ การอุทธรณ ได ผูนั้นมีสิทธิรองทุกขไดตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดไวในหมวดนี้

                มาตรา ๑๒๓  การรองทุกขที่เหตุเกิดจากผูบังคับบัญชา ใหรองทุกขตอผูบังคับบัญชา ชั้นเหนือขึ้นไป ตามลําดับ การรองทุกขที่เหตุเกิดจากหัวหนาสวนราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชา หรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีหรือตอรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเจาสังกัด หรือนายกรัฐมนตรี ใหรองทุกขตอ ก.พ.ค.

                เมื่อ ก.พ.ค. ไดพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกขประการใดแลว ใหหัวหนาสวน ราชการระดับกรมที่อยูในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี หรือตอรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเจาสังกัด หรือนายกรัฐมนตรี แลวแตกรณี ดําเนินการ ใหเปนไปตามคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

                การรองทุกขและการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกขตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

                มาตรา ๑๒๔  ในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกขให ก.พ.ค. มีอํานาจไมรับ เรื่องรองทุกข ยกคํารองทุกข หรือมีคําวินิจฉัยใหแกไขหรือยกเลิกคําสั่ง และใหเยียวยาความเสียหายใหผูรองทุกข หรือใหดําเนินการอื่นใดเพื่อประโยชนแหงความยุติธรรม ตามระเบียบที่ ก.พ.ค. กําหนด

                ในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกข ก.พ.ค. จะพิจารณาวินิจฉัยเอง หรือจะตั้ง กรรมการ ก.พ.ค. คนหนึ่ง หรือจะตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกข เพื่อทําหนาที่เปนผูพิจารณาวินิจฉัยเรื่อง

รองทุกขก็ได   ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค. และในการปฏิบัติหนาที่ ตามพระราชบัญญัตินี้ ใหกรรมการวินิจฉัยรองทุกขเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา     และใหมีอํานาจตามมาตรา ๑๑๗ โดยอนุโลม

 

                                                                           -23-

มาตรา ๑๒๕  เมื่อมีกรณีดังตอไปนี้ กรรมการวินิจฉัยรองทุกขอาจถูกคัดคานได

(๑) เปนผูบังคับบัญชาผูเปนเหตุใหเกิดความคับของใจ หรือเปนผูอยูใตบังคับบัญชาของผูบังคับบัญชาดังกลาว

(๒) มีสวนไดเสียในเรื่องที่รองทุกข

 (๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผูรองทุกข

(๔) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) อันอาจกอใหเกิดความไมเปนธรรมแกผูรองทุกข

                กรรมการวินิจฉัยรองทุกขซึ่งมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหแจงตอประธาน ก.พ.ค. และถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องรองทุกข

              การยื่นคําคัดคาน และการพิจารณาคําคัดคาน ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

 

หมวด ๑๑ การคุมครองระบบคุณธรรม

มาตรา ๑๒๖  ในกรณีที่ ก.พ.ค. เห็นวากฎ ระเบียบ หรือคําสั่งใดที่ออก ตามพระราชบัญญัตินี้และ

มุงหมายใหใชบังคับเปนการทั่วไป ไมสอดคลองกับระบบคุณธรรม ตามมาตรา ๔๒ ให ก.พ.ค.

 แจงให้หนวยงานหรือผูออกกฎ ระเบียบ หรือคําสั่งดังกลาวทราบ เพื่อดําเนินการแกไข หรือยกเลิกตามควรแกกรณี

 

            มาตรา ๔๒  การจัดระเบียบขาราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ ใหคํานึงถึงระบบคุณธรรมดังตอไปนี้

                (๑) การรับบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการและแตงตั้งใหดํารงตําแหนง ตองคํานึงถึงความรูความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเปนธรรม และประโยชน ของทางราชการ

                (๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ตองคํานึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ขององคกรและลักษณะของงาน โดยไมเลือกปฏิบัติอยางไมเปนธรรม

             (๓) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตําแหนง และการใหประโยชนอื่น

แกขาราชการตองเปนไปอยางเปนธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติ และจะนําความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได

                (๔) การดําเนินการทางวินัย ตองเปนไปดวยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

              (๕) การบริหารทรัพยากรบุคคลตองมีความเปนกลางทางการเมือง

 

 

 




สาระกฎหมายทางปกครอง

กฏ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ลงวันที่27 ธันวาคม 2556 article
ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการมอบหมายให้พนักงานไต่สวนดำเนินคดีในชั้นศาล พ.ศ. ๒๕๕๔ article
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554
พรบ ระเบียบข้าราชการกทมและบุคลากรกทม พศ2554 article
กฎ ก.พ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการทางวินัย และการสั่งลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามมติ ก.พ. ตามมาตรา ๙พ.ศ.2554
กฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำส่วนราชการชั่วคราว มีผลบังคับใช้ วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 article
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ฉบับที่6 พศ2554 article
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 article
ระเบียบใหม่ เปิดค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ ค่าแต่งตัวสูงสุด 6 หมื่น ค่าเช่าที่พักหมื่นบาท เบี้ยเลี้ยง 3,100 บาท article
พรฎการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการฉบับที่4 พศ2554 article
ข้าราชการเฮ ใช้สิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นหลักทรัพย์กู้เงินกับแบงก์ได้แล้ว มีผลวั article
ป.ป.ช.คลอดระเบียบจ่ายสินบนผู้แจ้งเบาะแส จนท.รัฐรวยผิดปกติได้10%ของมูลค่าทรัพย์สิน แต่ไม่เกิน 10 ล้านวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:54:03 น. มติชนออนไลน์ article
ร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวกับการปรับบัญชีเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนรายเดือนของบุคลากรภาครัฐ และร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ article
หนังสือเวียนกพเรื่องแนวการดำเนินการกรณีก.พ.ค. มีคำวินิจฉัย หรือ ก.พ. มีมติให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ
กฎ ก.พ.คุ้มครองข้าราชการเป็นพยาน แถมบำเหน็จรางวัลจับทุจริต article
ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. .... article
ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับการโฆษณายาเสพติดให้โทษ และการโฆษณาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. .... article
พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการฉบับใหม่ปี๒๕๕๓ article
ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... article
กฎหมาย๔ฉบับ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมอยู่ในระหว่างการแก้ไขใหม่ article
พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๕๒ article
พรบจัดตั้งศาลปกครองฉบับปรุบปรุง พศ ๒๕๕๒ article
พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินพ.ศ.๒๕๕๒
กฏกพคว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ฉบับที่๒ พศ๒๕๕๒ article
พรฏเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนอื่นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พศ๒๕๕๒
ระเบียบก.พ.ค.ว่าด้วยคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การแต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์หรือกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พ.ศ.๒๕๕๑ article
ระเบียบ ก.พ.ค.ว่าด้วยการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.ค. article
กฎ ก.พ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการ article
กพค ออกระเบียบใหม่ article
• กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๕๑
• กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ article
ระเบียบว่าด้วยลูกจ้าง ของกระทรวงการคลังพศ2537
พรบมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2551 article
พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พศ 2543 article
พรบระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาฉบับที่2 พศ2551
พรบ. ระเบียบช้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่1 พ.ศ2547
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารพ.ศ. 2521
พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 2 พศ2548
พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับที่2 พ.ศ.2551
พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 article
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 article
พระราชบัญญัติระเบียบช้าราชการพลเรือนพศ2551
พระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.