|
1. ผู้ที่เข้ามารับราชการและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในประเภทสายงาน และระดับต่างๆ แล้ว ก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนตามตำแหน่งหน้าที่และตามที่ได้รับมอบหมาย หากปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมก็จะต้องรับผิดทางวินัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความประพฤติของตัวข้าราชการเอง จะต้องมีความผิดทางวินัยหรือไม่ เพราะดูไปแล้วจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องราชการ
2. ตรงนี้ กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนบัญญัติความต่อเนื่องมาโดยตลอด เกี่ยวกับความประพฤติว่า หากข้าราชการประพฤติปฏิบัติไม่ดีทั้งต่อตัวเองและเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนผู้มาติดต่อราชการแล้ว เป็นความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วทั้งนั้น
3. เราจะมีหลักเกณฑ์ประการใดที่จะนำมาใช้วัดหรือชี้ว่า พฤติกรรมนั้นเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วหรือไม่ ตรงนี้ ก.พ.เคยวางมาตรฐานเอาไว้เป็นแนวทางในการพิจารณา โดยมีหลักการใหญ่ 3 ประการ ดังนี้ 1) เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ 2) ความรู้สึกของสังคม 3) เจตนา ในการพิจารณาความผิดและกำหนดโทษก็ต้องพิจารณาจากรายละเอียดและข้อเท็จจริง และพฤติกรรมของเรื่องนั้น เป็นกรณีๆ ไป และความหนักเบาของระดับโทษก็อาจจะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของข้าราชการแต่ละประเภท เช่นข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (อาจารย์ในมหาวิทยาลัย) และความร้ายแรงของแต่ละกรณีระดับโทษจะเป็นตั้งแต่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก หรือให้ออกเพราะประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการก็ได้
4. เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ สั่งลงโทษแล้ว ผู้ถูกลงโทษก็ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษและหากยังไม่พอใจในผลการพิจารณาอุทธรณ์ก็ยังมีสิทธิไปฟ้องต่อศาลปกครองได้อีกภายในอายุความก็เลยขอนำคดีที่เกิดขึ้นมาบอกเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประสบการณ์
5. คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู ถูกดำเนินการทางวินัยรวม 2 ข้อหาคือ มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของบุคคลอื่น (ภาษาชาวบ้านก็บอกว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน) กับหลอกลวงกู้ยืมเงินผู้อื่นแล้วไม่ใช้คืน และปลอมแปลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันในการกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออกฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ผู้ถูกลงโทษใช้สิทธิอุทธรณ์ ผลอุทธรณ์ถึงที่สุดคือยกอุทธรณ์ จึงนำคดีมาสู่ศาลปกครอง โดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสีย
6. โดยสรุป ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ เป็นบทบัญญัติควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในแนวทางที่ดีเรื่องการประพฤติชั่ว จะต้องพิจารณาจากรายละเอียด ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เป็นเรื่องๆ ไปว่ามีผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความรู้สึกของสังคมหรือไม่ และหากกระทบมากก็เป็นความผิดวินัยร้ายแรง กรณีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู เป็นปูชนียบุคคล เป็นพ่อพิมพ์ของชาติ มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ อบรมลูกศิษย์ให้เป็นคนดี แต่กลับมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของผู้อื่น ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการและความรู้สึกของสังคมอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงแล้ว ส่วนอีกกรณีการที่ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจสั่งให้ออกจากราชการ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.354/2551)
ปฏิรูป |