การรักษาราชการแทน (ราชการแนวหน้า โดยปฏิรูป วันที่ 19/6/2011)  การรักษาราชการแทน (ราชการแนวหน้า โดยปฏิรูป วันที่ 19/6/2011)
ในภาคราชการ การปฏิบัติหน้าที่ราชการของหัวหน้าส่วนราชการ มักจะมีงานที่ต้องปฏิบัติมากมาย ตามภาระกิจของส่วนราชการ รวมทั้งอาจต้องมีการเดินทางไปราชการทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตลอดเวลา พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 41 - มาตรา 50 จึงได้บัญญัติเกี่ยวกับการรักษาราชการแทนไว้ เพื่อให้หน้าที่ราชการดังกล่าวมี ผู้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง มีความโดยสรุป ดังนี้
1. กรณีที่จะต้องมีการรักษาราชการแทน มี 2 กรณี
ก. ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง
ข. มีผู้ดำรงตำแหน่ง แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
2. ตำแหน่งที่จะต้องมีการรักษาราชการแทนเป็นตำแหน่งหลัก และเป็นตำแหน่งในฐานะผู้บังคับบัญชาของ ส่วนราชการในตำแหน่งต่างๆ ดังนี้
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ค. เลขานุการรัฐมนตรี
ง. ปลัดกระทรวง (รวมปลัดทบวง)
จ. รองปลัดกระทรวง (รวมรองปลัดทบวง)
ฉ. อธิบดี
ช. รองอธิบดี
ซ. เลขานุการกรม ผู้อำนวยการกอง/สำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า
นอกจากนั้นในการจัดการระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค มาตรา 56 และมาตรา 64 ก็บัญญัติให้มีการรักษาราชการแทนในตำแหน่ง ดังนี้
ฌ. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ญ. นายอำเภอ
3. การรักษาราชการแทน จะมีการกำหนดไว้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งใดมีสิทธิได้รับเลือกให้ไปรักษา ราชการแทนตำแหน่งใดไว้เป็นการเฉพาะ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดไว้ เว้นแต่กรณีพิเศษ สำหรับตำแหน่งอธิบดี หากนายกรัฐมนตรีสำหรับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง เห็นสมควรเพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบการปฏิบัติราชการในครั้งนั้น ก็อาจจะ แต่งตั้งข้าราชการคนใดคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษา ราชการแทนก็ได้ (มาตรา 46 วรรคหนึ่งตอนท้าย)
4. หลักการตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสองสำหรับกรณีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี และตำแหน่งรอง อธิบดี ให้นำมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการหรือ ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดีในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมี ฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม เฉพาะกรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงกรณีมีผู้ดำรง ตำแหน่ง แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการด้วย ซึ่งจะต้องเป็นการสั่งให้รักษาการในตำแหน่งแทนตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2553 แต่อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยมี ความเห็นสรุปว่าสำหรับในกรณีมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ในประการนี้ ให้ใช้รักษาราชการแทนได้ ด้วย เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของกฎหมาย
5.ผู้รักษาราชการแทน และผู้รักษาการในตำแหน่งต่างๆ ก็มีอำนาจหน้าที่ทุกประการเหมือนกับผู้ดำรง ตำแหน่งนั้น ตามที่ระบุในมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ มาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551
6. เมื่อมีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้รักษาราชการแทนแล้ว นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง หรือผู้ ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าปลัดกระทรวง อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ยัง มีอำนาจที่จะแต่งตั้งข้าราชการอื่นเป็นผู้รักษาราชการแทนตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายได้ด้วย และให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยของตำแหน่งนั้นพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทน นับกฎหมาย ได้ด้วย และให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยของตำแหน่งนั้นพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทย นับ แต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนคนใหม่เข้ารับหน้าที่ (มาตรา 49)
7. หลักการเกี่ยวกับการรักษาราชการแทนในราชการฝ่ายพลเรือน ไม่นำไปใช้กับราชการทหาร (มาตรา 50) ก็บอกกล่าวกันไว้กันลืมครับ
|